เมื่อวันที่ 13 เม.ย. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก 14 ข้อถึงกรณีสมาชิกพรรคประชาชนออกไปร่วมกิจกรรมการเมืองกับพรรคการเมืองอื่น โดยระบุ ว่า 1.การที่คนๆ หนึ่งมาสมัครเป็นสมาชิก หรือมาสังกัดกับพรรคการเมืองหนึ่ง นั่นก็หมายความว่า อุดมการณ์ในใจของเขานั้นสอดคล้องกับอุดมการณ์หลักของพรรค 2.แต่เมื่อวันหนึ่ง คนๆ นั้นไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมืองใดในนามของพรรค และพรรคเองก็ไม่ได้มอบหมายหน้าที่อะไรให้รับผิดชอบ ไม่ได้มีการหารือถึงอนาคตใดๆ ร่วมกัน ไม่มีภารกิจใดๆ รออยู่ในเบื้องหน้า 3.คนๆ นั้นก็ย่อมมีสิทธิที่จะไปทำงานอย่างอื่น ที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของตนเอง กับสถานที่ที่มีอุดมการณ์หลักสอดคล้องกับอุดมการณ์ของตนและพรรค แตกต่างเพียงแค่สถานที่นั้นได้ให้พื้นที่ในการทำงานให้ ในขณะที่พรรคอาจจะไม่มี หรือมีอย่างจำกัดกว่า
นายวิโรจน์ ระบุต่อว่า 4.จริงๆ แล้ว หากสถานที่นั้นเป็นองค์กรอื่นที่ไม่ใช่พรรคการเมือง ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร และคงไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ แต่เมื่อเป็นพรรคการเมืองอีกพรรคหนึ่ง ก็เลยกลายเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมากขึ้น จริงๆ หากลาออก และขอถอนตัวจากข้อผูกพันทางธุรการใดๆ ให้ถูกต้องตามกระบวนการเสียก่อน ก็คงจะพอเข้าใจกันได้ การที่ไม่ลาออกให้ชัดเจนเสียก่อน ก็เป็นเรื่องที่สมควรที่จะถูกติติง 5.แต่เรื่องนี้ ถ้าจะสรุปง่ายๆ ในทำนองที่ว่า ใครอยู่กับพรรคเดิมต่อ ก็คือมีอุดมการณ์ ใครออกจากพรรคไป ก็คือทิ้งอุดมการณ์ คงจะไม่ได้ การตั้งกรอบแบบนี้ แม้ว่าจะฟังดูชัดเจน และเด็ดขาด แต่ก็มีข้อที่น่าห่วงใยว่า จะเป็นการผูกขาดอุดมการณ์ให้ติดอยู่กับพรรคใดพรรคหนึ่ง ไม่ต่างจากการผูกขาดความดีไว้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ใครไม่ย้ายไปไหนคือดี คนที่ย้ายคือเลว
6.สำหรับผม หากใครได้ตำแหน่งทางการเมืองจากการสังกัดพรรคใดพรรคหนึ่ง แล้วแปรพักตร์ไปอยู่กับอีกพรรคหนึ่ง หรือได้รับมอบหมายหน้าที่จากพรรคหนึ่งแล้วไปฝักใฝ่กับอีกพรรคหนึ่ง พฤติกรรมแบบนี้ชัดเจนแน่นอนว่าไม่สามารถยอมรับได้ แต่สำหรับคนที่ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองในนามพรรค ไม่มีตำแหน่ง ไม่มีหน้าที่ใดๆ ภายในพรรค พรรคไม่เคยหารือใดๆ ว่าจะมอบหมายงานอะไรให้ หรือทิศทางที่จะทำงานร่วมกันคืออะไร เราคงจะไปประณามสาปส่งเขาโดยทันทีไม่ได้หรอกครับ
7.ผมคิดว่าการที่จะทำให้อุดมการณ์ของพรรคเข้มแข็ง ตลอดจนมีการเผยแพร่และกระจายในวงที่กว้างขึ้น ครอบคลุมมากขึ้น เราจำเป็นต้องมีเส้นให้ชัด แต่ต้องไม่ปิดตัวเองจากความหลากหลายทางความคิด ต้องไม่ผลักให้ใครที่คิดต่าง หรือเลือกเส้นทางอื่น ออกไปเป็นศัตรู ทั้งๆ ที่ความคิดที่แตกต่างออกไป หรือเส้นทางอื่นที่เขาเลือกนั้น ยังไม่ได้ล้ำเส้นของเราเลย 8.เราไม่ควรคิดว่า มีแต่พรรคของเราเท่านั้นที่ดีที่สุด คนที่ออกจากพรรคเราคือพวกนอกรีต โดยที่ยังไม่ได้พิจารณาที่เนื้อหาสาระอะไรเลย
นายวิโรจน์ ระบุอีกว่า 9.การคิดอย่างนี้ อาจมีผลเสียที่ทำให้พรรคเล็กลงเรื่อยๆ ภายในพรรคอาจมีการแบ่งแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า กลุ่มของฉันคือของแท้ กลุ่มอื่นๆ คือของปลอม กลุ่มของฉันเคร่งในอุดมการณ์ที่สุด ส่วนกลุ่มอื่นๆ เหยาะแหยะ หละหลวม 10.นอกจากนี้ ความคิดที่แข็งตัวจนเกินไป ในลักษณะที่ว่า ของแท้ต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น หากผิดไปจากนี้เพียงเล็กน้อย ก็ถูกมองว่าเป็นของปลอมที่น่ารังเกียจ จะทำให้เราสูญเสียศักยภาพในการร่วมมือกับกลุ่มอื่นๆ แล้วอุดมการณ์ที่เรายึดถือ จะสามารถแปรเปลี่ยนเป็นผลสัมฤทธิ์ ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางสังคมที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร
11. อุดมการณ์วัดจาก “การกระทำ” เป็นหลัก ส่วนในเรื่องของ “ที่อยู่” แม้ว่าจะสามารถตั้งข้อสงสัยได้ แต่การจะบอกว่าคนๆ หนึ่งละทิ้งอุดมการณ์ เพียงเพราะคนๆ นั้น เขาเปลี่ยนที่อยู่ ก็คงจะเป็นอะไรที่ด่วนสรุปจนเกินไป สิ่งที่เราควรติดตามก่อนที่จะสรุป ก็คือ เขาทำอะไรหลังจากที่ได้ย้ายไปแล้ว เขายังยืนอยู่บนหลักเดิมหรือไม่ เขาตัดสินใจอย่างสอดคล้องกับสิ่งที่เคยยึดถือหรือเปล่า และมีผลประโยชน์ส่วนตัว หรือผลประโยชน์แอบแฝงเข้ามาเกี่ยวข้องจนทำให้จุดยืนเปลี่ยนไปหรือไม่
12.การธำรงรักษา และการเผยแพร่อุดมการณ์หลักของพรรค หากพรรคปล่อยให้สมาชิกพรรคแต่ละคน เสียสละแบกรับภาระเอาไว้เองตามลำพัง ก็คงจะไม่มีประสิทธิภาพมากนัก ในมุมของพรรคเอง ก็ควรจะมีกระบวนการในการสนับสนุนคุณค่าของการเสียสละของสมาชิกพรรค มีการสื่อสารถึงอนาคตร่วมกัน มีการเปิดพื้นที่ในการทำงานให้สมาชิกพรรคที่ตั้งใจอุทิศตนทำงานให้กับพรรคได้เติบโต ทำให้คนที่มาแบกอุดมการณ์ของพรรคเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ย่อมดีกว่าการคาดหวังให้สมาชิกพรรคบางกลุ่มบางก้อน หรือแค่บางคน เสียสละแบกอุดมการณ์ของพรรคไปตามแต่กำลังของตนแน่ๆ
13.อีกเรื่องหนึ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตไว้ก็คือ การที่คนเราอยากจะทำงานตามอุดมการณ์โดยชอบของตัวเองนั้นไม่ผิด และการจะย้ายไปทำงานกับสถานที่ใหม่ ที่เปิดพื้นที่ให้ทำงานนั้น ก็ไม่ผิดเช่นกัน แต่เราต้องตรวจสอบให้ดีว่าสถานที่ใหม่ ที่เปิดพื้นที่ให้เราทำงานนั้น มีอุดมการณ์หลักที่สอดคล้องกับอุดมการณ์และความมุ่งมั่นของเราหรือไม่ หากสถานที่ใหม่มีอุดมการณ์ที่แตกต่างจากอุดมการณ์ของเรา หรือมีข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคอย่างมากในการทำงานตามอุดมการณ์ของเรา นั่นก็ห้ามแตะ นี่ก็ทำไม่ได้ เรื่องนี้ทำได้เพียงเท่านี้ สุดท้ายแล้วพื้นที่การทำงานที่เราได้รับ เราอาจจะไม่สามารถทำอะไรตามอุดมการณ์ของเราได้เลยก็ได้ ไม่ต่างจากบรรดาเทคโนแครต และนักวิชาการ ที่ดาหน้าไปรับตำแหน่งทางการเมือง จากการที่ผู้นำเผด็จการทาบทาม และประเคนตำแหน่งให้
14.อุดมการณ์เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เมื่อสำคัญมาก ก็ยิ่งต้องระวังไม่ให้อุดมการณ์กลายเป็นของผูกขาด และเป็นกำแพงที่กั้นให้อยู่กันเองภายในพื้นที่แคบๆ จนเหลือแต่คนที่คิดเหมือนกัน ผูกคอตนเอง จนมีแต่การเฝ้ารักษาความบริสุทธิ์ของพวกของตน จนการผูกขาดความถูกต้องค่อยๆ ทำให้พรรคเล็กลงเรื่อยๆ เปลี่ยนมิตรให้กลายเป็นศัตรูมากขึ้นทุกวัน จนขาดพลังทางการเมืองที่เข้มแข็ง จนไม่อาจผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์ใด ที่เป็นรูปธรรมได้เลย ในโลกแห่งความเป็นจริง



