นายวุฒิชัย พุ่มสงวน อัยการผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็ก เยาวชน และสถาบันคนรอบครัว เปิดเผย บทบาทหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุดและพนักงานอัยการในคดีเด็กและเยาวชนผ่าน “ทีมข่าวอาชญากรรม” โดยเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจ“ความต่าง”ของ“ช่วงอายุ” ซึ่งกฎหมายแต่ละฉบับนิยามความหมายคำว่าเด็กแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับที่มากฎหมาย
กฎหมายหลักที่ใช้ในการดำเนินคดีคือ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 นิยาม “เด็ก” คือบุคคลอายุเกิน 12 ปี แต่ไม่เกิน 15 ปี ส่วน “เยาวชน” คือบุคคลอายุเกิน 15 ปี แต่ยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์
นอกจากนี้ ความพิเศษของการนับอายุบุคคล ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 16 คือให้นับตั้งแต่ “วันเกิด”เป็นวันแรก ต่างจากการนับระยะเวลาทั่วไปที่จะเริ่มนับในวันรุ่งขึ้น
ดังนั้น หากกระทำผิดในวันก่อนวันคล้ายวันเกิดครบอายุ 18 ปี เพียงวันเดียว ก็ยังถือว่าเป็นเยาวชนที่ต้องขึ้นศาลเด็ก ซึ่งกระบวนการพิจารณาจะยึดถือ“อายุในวันที่กระทำความผิด”เป็นหลัก แม้จะถูกจับกุมได้ในขณะที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม

ยกตัวอย่าง กระทำความผิดขณะอายุ 16 ปี หลบหนีคดีไป 5 ปี ถูกจับได้ตอนอายุ 21 ปี ก็ยังต้องขึ้นศาลเด็ก เนื่องจากกฎหมายมองว่ากระบวนการของศาลเด็กเป็นคุณและเอื้อต่อการกลับตัวมากกว่า
ทั้งนี้ เมื่อเด็กเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อาจแยกบทบาทใน 4 กรณี คือ ในฐานะผู้กระทำความผิด พยาน ผู้เสียหาย หรือผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์
หลักการสำคัญตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ มาตรา 22 ที่ระบุว่าไม่ว่าจะกระทำการใดๆ ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ ปรัชญาในการดำเนินคดีเด็กนั้นไม่เหมือนกับผู้ใหญ่ เพราะผู้ใหญ่จะมุ่งเน้นการแก้แค้น ตอบแทน และลงโทษ เช่น การนำไปจำคุกหรือประหารชีวิต แต่สำหรับเด็กจะมุ่งเน้นที่การแก้ไข บำบัด และฟื้นฟู

ดังนั้น อัยการคดีเยาวชนนอกจากจะต้องเข้าใจข้อกฎหมายแล้ว ยังต้องมองเด็กด้วยสายตาที่มีความกรุณา เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนโดยไม่มองด้วยสายตาที่โกรธแค้น ซึ่งบางครั้งอาจจะขัดต่อความรู้สึกของสังคมที่ต้องการความสะใจในการลงโทษเด็กหรือเยาวชนเมื่อก่อคดี
ซึ่งหากวิเคราะห์จากสถิติ เด็กส่วนใหญ่กระทำความผิดไม่ได้เกิดจากตัวเองโดยตรง แต่มีสาเหตุมาจากการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม การเลี้ยงดูที่ผิดในวัยเด็ก ประสบการณ์ที่เลวร้ายเมื่อตอนเป็นเด็กเล็ก หรือแม้กระทั่งไม่เคยได้รับการเลี้ยงดูเลย
ในขั้นตอนต่างๆ นี้พนักงานอัยการต้องทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพทั้งด้านกฎหมาย การแพทย์ และสังคมสงเคราะห์ ตั้งแต่ขั้นตอนก่อน ระหว่าง และภายหลังจากกระบวนการยุติธรรม เช่น ในการดำเนินคดีอาญากับเด็กมีขั้นตอนพิเศษเพิ่มขึ้นจากการดำเนินคดีผู้ใหญ่ การตรวจสอบการจับกุมภายใน 24 ชม. การสืบเสาะประวัติอย่างละเอียดโดยนักวิชาชีพเพื่อให้เห็นที่มาของพฤติกรรม ก่อนทำเป็นบันทึกแนบสำนวนส่งพนักงานอัยการพร้อมกับรายงานของพนักงานสอบสวน

“อัยการจะอ่านข้อมูลเหล่านี้และสามารถวินิจฉัยได้ลึกมากกว่าปกติ เพราะตามกฎหมายอัยการสามารถใช้ข้อเท็จจริงที่เป็นคุณในรายงานฉบับนี้สั่งสำนวนได้ แต่จะใช้ในทางที่เป็นโทษไม่ได้ เพื่อให้พนักงานอัยการให้ความเป็นธรรมได้มากขึ้น”
ในกรณีที่พิจารณาทั้งพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงแล้วพบว่าตัวเยาวชนไม่ได้เลวร้ายจะมีวิธีการอื่นนอกจากการฟ้องศาล ตามพ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มาตรา 86 ซึ่งเป็นกรณีที่เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิดที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และเด็กมีความสำนึกผิด รู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปไม่ถูกต้อง รวมถึงผู้เสียหายไม่เอาความ และทางผอ.สถานพินิจฯเสนอความเห็นว่าเด็กสามารถเข้าสู่มาตรการแทนการฟ้องคดีในชั้นก่อนฟ้องได้ หรือพนักงานอัยการดำริขึ้นเองหลังอ่านรายงานการสืบเสาะแล้วเห็นว่าเด็กไม่ใช่คนเลว
จากนั้นจะพูดคุยกันโดยอัยการไปดูแลเรื่องข้อกฎหมาย เชิญผู้เสียหาย ผู้ต้องหา และผู้ปกครอง มาหาทางแก้ไข หากเด็กสำนึกผิดและทำตามมาตรการ เช่น การทำความสะอาดที่สาธารณะ หรือการฝึกอบรมหลักสูตรบางอย่างเพื่อแสดงว่าปรับปรุงตัวเรียบร้อยแล้ว และส่งหลักฐานมาให้พนักงานอัยการตรวจสอบว่ามีการวางแผนพูดคุยกันถูกต้องและเด็กแก้ไขปรับปรุงตัวเรียบร้อย พนักงานอัยการก็สามารถสั่งไม่ฟ้องได้ทันที เพราะหลักการดำเนินคดีของพนักงานอัยการไม่ใช่การฟ้องอย่างเดียว แต่ต้องดูว่ามีเหตุสมควรฟ้องหรือไม่ โดยเฉพาะคดีเด็กและเยาวชนที่กฎหมาย“เปิดช่อง”ให้อัยการใช้ดุลพินิจได้ว่าเด็กคนนั้นยังสามารถแก้ไขปรับปรุงตัวได้

อัยการผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็กฯ เผยถึง วิธีการดำเนินการกับเด็กที่กระทำความผิดเหล่านั้น ต้องปรับความเข้าใจก่อนว่าเด็กทุกช่วงอายุในประเทศไทยเมื่อกระทำผิด จะมีมาตรการทางกฎหมายทั้งหมด แต่อาจไม่ใช่ทุกช่วงอายุที่จะถูกฟ้องศาล ช่วงอายุแรกคือ เด็กอายุไม่เกิน 12 ปี กระทำความผิด ปัจจุบันนี้ไม่ถูกฟ้องศาล แต่ไม่ใช่กฎหมายจะไม่ทำอะไรเลย เช่น
เมื่อมีคนไปขโมยของท่านที่บ้านแล้วเห็นว่าเป็นเด็กอายุ 11-12 ปี แจ้งตำรวจได้ ตำรวจก็สามารถไปขอหมายศาล หรือถ้าเห็นเป็นความผิดซึ่งหน้าก็จับตัวได้เป็นการระงับเหตุ แต่เมื่อจับตัวมาแล้วและแน่ใจว่าอายุไม่เกิน 12 ปี กฎหมายบอกว่าไม่ถูกฟ้องศาล แต่ให้พนักงานสอบสวนนำตัวส่งเจ้าพนักงานคุ้มครองเด็ก เพื่อปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ ว่าด้วยการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่กระทำความผิดแต่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์ต้องรับโทษทางอาญา พ.ศ. 2555
“แม้ตัวเด็กเราจะไม่ได้ดำเนินคดีอาญา แต่เมื่อส่งตัวไปที่เจ้าพนักงานจะมีมาตรการตามความผิด คือถ้าโทษหรือความรุนแรงไม่ร้ายแรงมาก”
โดยเจ้าหน้าที่จะเข้าไปแนะนำพ่อแม่ถึงวิธีการเลี้ยงลูกที่ถูกต้อง แต่หากแนะนำแล้วยังไม่ได้ผล ก็ต้องมีการเข้าแทรกแซง เช่น แยกเด็กออกมาจากครอบครัวมาอยู่ในสถานที่ที่กำหนด แต่ถ้าหนักขึ้นไปอีกในกรณีที่พ่อแม่ดูแลไม่ได้ทุกวิถีทาง หากสาเหตุที่เด็กมีความประพฤติเลวร้ายมาจากการเลี้ยงดูที่วิปริตผิดไปจากปกติ ใช้อำนาจปกครองไปในทางมิชอบอย่างรุนแรง อัยการก็อาจฟ้อง“เพิกถอนอำนาจปกครอง” หรือภาษาชาวบ้านคือ “ตัดแม่ตัดลูก” แล้วอาจส่งเด็กไปอยู่สถานที่ต่างๆของภาครัฐ และถ้าจำเป็นก็สามารถหาครอบครัวทดแทนในการเลี้ยงดูเด็กคนนี้ให้เหมาะสมต่อไป

อย่างไรก็ตาม ช่วงอายุที่เกิน 12 ปี หลายคนเข้าใจผิดว่าไม่ถูกดำเนินคดี ไม่ติดคุก ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด เพราะแท้จริงแล้วอาจถูกควบคุมตัวไว้จนถึงอายุ 24 ปี และสามารถถูกส่งไปจำคุกต่อได้ หากศาลกำหนดไว้ในคำพิพากษา ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ และดุลพินิจของผู้พิพากษา เมื่อพิจารณาถึงความร้ายแรง ในคดีนั้นๆ ตามพ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มาตรา 142
กรณีที่อายุเกิน 12 ปี แต่ยังไม่เกิน 15 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 74 ระบุว่า ไม่ต้องรับโทษทางอาญา แต่ต้องถูก“ควบคุมตัวโดยใช้วิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชน” และส่งไปอยู่สถานที่ที่กำหนด เช่น บ้านเมตตาหรือบ้านกรุณา ซึ่งไม่ได้มีการตีตรวน แต่มีตารางข้อปฏิบัติให้ทำ เช่น การไหว้พระสวดมนต์และการเรียนหนังสือ
กรณีอายุเกิน 15 ปี แต่ยังไม่ถึง 18 ปี ศาลอาจเลือกโอนไปลงโทษตามปกติแล้วลดโทษให้“กึ่งหนึ่ง” หรือส่งไปควบคุมตัวเหมือนกรณีแรกแต่ใช้ระยะเวลานานขึ้น รวมถึงช่วงอายุตั้งแต่ 18 จนถึง 20 ปี ซึ่งทางกฎหมายไม่ถือว่าเป็นเด็กหรือเยาวชนแล้ว แต่ตามหลักวิชาการทางการแพทย์ มองว่าสมองของมนุษย์จะใช้เหตุผลได้อย่างสมบูรณ์เมื่ออายุ 25 ปี

ดังนั้น ในช่วงอายุนี้วุฒิภาวะยังไม่เต็มที่ กฎหมายจึงเปิดช่องให้ศาลใช้ดุลพินิจว่าจะลงโทษตามปกติ หรือจะลดโทษให้ก็ได้ และใน“กรณีพิเศษ” ตามมาตรา 97 หากกระทำความผิดในขณะที่เป็นเด็กหรือเยาวชน แต่มีจิตใจหยาบกระด้างลักษณะเหมือนผู้ใหญ่ หรือก่อเหตุรุนแรงเกินวัย เช่น คดีฆาตกรรมที่ผู้กระทำผิดไม่สะทกสะท้าน ศาลสามารถโอนคดีไปพิจารณาแบบศาลผู้ใหญ่ได้ แต่มาตรการบังคับยังคงต้องอิงตามพ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯเป็นหลัก เว้นแต่ศาลจะเห็นสมควรให้ใช้มาตรการแบบผู้ใหญ่ในภายหลัง
ทั้งนี้ นอกจากการจัดการตัวเด็ก กฎหมายยังขยายความรับผิดไปยังครอบครัวตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ มาตรา 26 (3) ที่ลงโทษผู้ปกครองฐานยุยง ส่งเสริม หรือปล่อยปละละเลยให้เด็กประพฤติไม่สมควร เช่น ซื้อรถจักรยานยนต์แล้วปล่อยให้เด็กแข่งรถยามวิกาล ผู้ปกครองอาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท รวมถึงความรับผิดทางแพ่งตามมาตรา 429 ที่พ่อแม่ต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย หากเด็กไปก่อเหตุละเมิดผู้อื่น

ในมุมการคุ้มครองเด็กเป็นพยาน หรือผู้เสียหาย อัยการจะมีกระบวนการคุ้มครองสิทธิอย่างเข้มงวด เช่น การขอให้ศาลสั่งสืบพยานแยกห้องตามมาตรา 172 ตรี เพื่อไม่ให้เด็กเผชิญหน้าโดยตรงกับจำเลย การใช้ไมโครโฟนผ่านนักจิตวิทยา เพื่อกลั่นกรองคำพูดให้เบาลง และการนำสื่อบันทึกภาพในชั้นสอบสวนมาใช้แทนคำให้การ เพื่อลดการสะเทือนใจจากการต้องเล่าเรื่องเดิมซ้ำๆ โดยข้อมูลทั้งหมดต้องถูกเก็บเป็นความลับห้ามแพร่งพรายสู่ภายนอก เพื่อปกป้องอนาคตของเด็กอย่างสูงสุด
อัยการผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็กฯ ยังสะท้อนมุมมองส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับ ประกาศมาตรการ ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เข้าถึงหรือสร้างบัญชีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่ขณะนี้มีหลายประเทศได้เริ่มนำมาใช้แล้ว เพราะสื่อโซเชียลมีหลากรูปแบบ และเด็กยังขาดซึ่งการคิดวิเคราะห์ สอดคล้องกับสถิติหลายหน่วยงานยืนยันตรงกันว่าปัจจุบันมีคดีที่เกี่ยวใช้สื่อโซเชียลเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนเป็นจำนวนมาก

ทั้งในมุมที่เด็กหรือเยาวชนตกเป็นผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงผ่านสื่อโซเชียล ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับเพศและไม่ได้เกี่ยวกับเพศโดยตรง และการที่เด็กเป็นผู้กระทำความผิดทั้งโดยตนเองหรือถูกหลอกใช้ เช่น บัญชีม้า ดังนั้น ควรมีการจำกัดอายุอย่างจริงจัง
นอกจากนี้จะต้องมีการตรวจสอบอายุการใช้อย่างแท้จริงไม่ใช่เพียงผู้สมัครเป็นคนเลือกช่วงอายุเอง ซึ่งทุกคนก็จะต้องเลือกอายุที่เกินกว่า 18 ปีหรือ 20 ปี อยู่แล้ว
“หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด รวมถึงสำนักงานอัยการสูงสุด ต่างถือการคุ้มครองเด็กและเยาวชนเป็นภารกิจสำคัญ เพราะเด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า เป็นผู้ที่จะรับไม้ต่อจากพวกเราในการรับผิดชอบสังคมและประเทศชาติต่อไป เด็กไม่ได้เลวตั้งแต่กำเนิด แต่เกิดจากการเลี้ยงดูที่ผิดพลาด” อัยการผู้เชี่ยวชาญ ศูนย์อัยการคุ้มครองสิทธิเด็กฯ สะท้อนทิ้งท้าย.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



