วานนี้ (12 ก.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานประสบการณ์สุดสะเทือนใจของภรรยาที่สูญเสียสามีชาวอังกฤษ ไปกับไฟป่าทางตอนใต้ของสเปน ผ่านการบอกเล่าของ เพเนโลพี โฮว์ วัย 54 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของผู้เป็นภรรยา
โฮว์ เผยว่าเพื่อนสนิทของเธอ ซึ่งเป็นชาวอังกฤษที่ย้ายมาพำนักในสเปน ต้องสูญเสียสามีไปอย่างไม่มีวันกลับ หลังจากที่เขาพยายามขับรถหนีออกจากกองเพลิงในหมู่บ้านเบดาร์ จังหวัดอัลเมริอา แคว้นอันดาลูเซียของสเปน ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ถูกไฟป่าล้อมไว้จนไม่สามารถออกมาได้
“ตอนนี้เพื่อนของฉันอยู่ในอาการช็อกอย่างรุนแรงค่ะ” โฮว์ กล่าวถึงนาทีสุดท้ายของชีวิตของสามีเพื่อน “เขามาถึงจุดที่ต้องจอดรถ และเธอก็กำลังคุยสายกับเขา ตอนนั้นเขาเอาแมวขึ้นรถไปด้วย แต่ก็ติดอยู่ในรถ พวกเขาคุยกันได้ไม่กี่นาทีก่อนสัญญาณจะตัดไป และนั่นคือจุดจบอันน่าสลดค่ะ”
เหตุไฟป่าครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 12 ราย สภาพศพถูกไฟคลอกรุนแรงจนยังไม่สามารถระบุอัตลักษณ์บุคคลได้ในทันที แต่ทางการคาดว่าเหยื่อส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษและชาวเบลเยียม อย่างไรก็ตาม ทางการสเปนอ้างว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ โดยมีกลุ่มผู้พยายามหลบหนีไฟป่าโดยการขับรถจำนวน 6 คัน ไปในเส้นทางป่าไม้ซึ่งไม่ใช่เส้นทางอพยพอย่างเป็นทางการ
อันโตนิโอ ซานซ์ รัฐมนตรีฝ่ายสาธารณสุขและสถานการณ์ฉุกเฉินของแคว้นอันดาลูเซีย ระบุว่า “เป็นเรื่องน่าเศร้าที่การตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางอพยพและพยายามหาทางออกกันเองผ่านร่องน้ำแห้ง กลายเป็นกับดักที่คร่าชีวิตพวกเขาในที่สุด”
ด้านผู้รอดชีวิตกลับออกมาโต้แย้งคำแถลงดังกล่าวอย่างรุนแรง โดย บ็อบ เลย์ตัน ผู้รอดชีวิตชาวอังกฤษ กล่าวด้วยความอัดอั้นว่า “ผมเอือมระอาเต็มทีกับการที่ต้องมาได้ยินคนพูดว่า ผู้ตายไม่ยอมใช้เส้นทางอพยพที่กำหนดไว้ ผมอยู่ในเหตุการณ์นั้นครับ พวกเราสูญเสียทั้งบ้าน ทรัพย์สินทั้งหมด และเกือบเอาชีวิตไม่รอด ถ้าพวกเราหนีช้ากว่านั้นแค่ 60 วินาที เราคงกลายเป็นศพเฝ้าถนนไปพร้อมกับเพื่อนๆ และเพื่อนบ้านที่น่าสงสารเหล่านั้นแล้ว มันไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ ทั้งสิ้นครับ จบนะ”
เลย์ตันกล่าวว่า ไฟลามมาเร็วมากจนเตรียมตัวอะไรไม่ทัน ต่อให้มีการเตือนภัยก็ตาม
“ภายใน 5 นาที หลังจากเห็นเปลวไฟห่างไปราว 2 กิโลเมตร หันมาอีกทีก็เจอไฟสูง 5 เมตร ล้อมรั้วบ้านผมแล้ว พอขับรถหนีออกมาได้ ไฟก็ท่วมบ้านและลามไปฝั่งตรงข้าม ถนนถูกตัดขาด เพื่อนบ้านที่ขับตามหลังเรามาแค่ไม่กี่นาทีก็หนีไม่พ้น เพราะมันกลายเป็นทะเลเพลิงไปแล้ว พวกเขาเลยต้องจำใจไปอีกเส้นทางที่เหลืออยู่ แต่มันไม่ใช่ทางรอด”

แซลลี แชปแมน ผู้รอดชีวิตอีกราย เผยว่า “ฉันนั่งดูเทนนิสวิมเบิลดันอยู่ในบ้านแบบปิดม่านหน้าต่างหมด ไม่รู้เลยว่าไฟลามมาแล้ว จนกระทั่งได้ยินเสียงโวยวายข้างนอก และเพื่อนบ้านชาวสเปนตะโกนบอกให้ ‘หนีไปลูบริน!’ ไม่มีทั้งเสียงไซเรน ไม่มีข้อความเอสเอ็มเอสแจ้งเตือนในโทรศัพท์ ไม่มีอะไรเลย… แต่ไฟก็ไหม้ไวมากจนไม่รู้เหมือนกันว่า ถ้าระบบเตือนภัยทำงาน มันจะช่วยลดความสูญเสียครั้งนี้ได้ทันไหม มันหดหู่ไปหมดจริงๆ ค่ะ”
ทางด้าน ฆวนมา โมเรโน ประธานภูมิภาค ออกมายอมรับว่าไม่มีการส่งข้อความแจ้งเตือนจริง เนื่องจากคำแนะนำในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจึงใช้วิธีเคาะประตูบ้านและโทรศัพท์แจ้งรายบุคคลแทนว่าจะให้อพยพหรือหลบในที่ปลอดภัย
ด้าน โทมัส-วูล์ฟ แวร์ด็องกต์ นักไวรัสวิทยาชาวเบลเยียม ซึ่งสูญเสียบิดาไปในเหตุการณ์นี้ กล่าวกับสำนักข่าวสกายนิวส์ว่า “คนที่ตายไม่ได้ขัดคำสั่งใครทั้งนั้นครับ เพราะมันไม่มีคำสั่งอะไรแจ้งมาเลย! พวกเขาไปเส้นทางหลักไม่ได้เพราะไม่มีใครเตือนล่วงหน้า ไม่มีใครบอกพวกเขาว่าไฟกำลังลามมาจากทิศทางนั้น และพอพวกเขาพยายามจะหาทางหนี มันก็สายเกินไปเสียแล้ว”
ขณะนี้ยังมีผู้สูญหายอีก 8 ราย และคาดว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นอีก ไฟป่าในอันดาลูเซียครั้งนี้ นับเป็นหนึ่งในเหตุไฟป่าที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุดในประวัติศาสตร์สเปน โดยเจ้าหน้าที่คาดว่า “เหยื่อเกือบทั้งหมดหรือทั้งหมด” เป็นชาวต่างชาติ และคาดว่ามีเด็กรวมอยู่ด้วยอย่างน้อย 3 ราย
รายงานข่าวระบุว่า กระบวนการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลยังต้องใช้เวลาอีกหลายวัน เนื่องจากญาติของผู้เสียชีวิตอยู่ระหว่างการเดินทางมายังประเทศสเปนเพื่อตรวจดีเอ็นเอแล้วนำมาเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของผู้เสียชีวิต
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
ที่มา : thesun.co.uk
เครดิตภาพ : REUTERS



