เช่น การที่เราเล่นน้ำแล้วไปทำปะการังเสียหาย พอแนวปะการังชำรุด ระบบนิเวศชายฝั่งจะเปราะบาง ฝูงปลาและสัตว์ทะเล ไม่มีแหล่งอาหาร และที่หลบภัย ขยายผลสู่ห่วงโซ่อาหารทะเลพัง สุดท้ายทำลายความมั่นคงทางอาหาร นักฟิสิกส์เรียกว่า “Butterfly Effect” หรือ ทฤษฎีโลกป่วน “Chaos Theory”

แม้ว่าเราไม่ได้อยู่ในสวนดอกไม้ แต่ผู้คนในดวงดาวที่ห่างไกลในกาแล็กซีได้รับผลกระทบเดือดร้อนวุ่นวาย

ผู้นำดวงดาวต่างทำสิ่งสำคัญ 2 เรื่อง 1. “Foresight” การคาดการณ์และฉายภาพอนาคต 2. “Stakeholder Communication” การสื่อสารกับผู้มีส่วนได้เสีย ผู้นำดวงดาวไหนทำได้ดี จะพาชนเผ่าของเขาฝ่าวิกฤติได้

เราได้ฟัง ผู้นำสิงคโปร์ ออกมาสื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง กระชับ ชัดเจน เล่าความจริงของสถานการณ์ ผลกระทบของห่วงโซ่ต่าง ๆ ที่สะเทือนประเทศของเขา ความเดือดร้อนที่ประชาชนต้องเตรียมรับมือ ที่น่าสนใจคือ การเล่าฉากทัศน์ในระยะสั้น 1-2 เดือน ระยะกลางการประคองตัวให้รอดในปีนี้ และบอกแนวทางนโยบาย กฎระเบียบใหม่ และการช่วยเหลือเฉพาะเรื่อง เฉพาะกลุ่มที่จะตามมา เมื่อทุกคนเห็นภาพเดียวกัน ความขัดแย้ง จะกลายเป็นความร่วมมือ

แล้วความจริงที่ชาวดวงดาวที่ห่างไกลอย่างพวกเรา จะต้องสะเทือนจากการเด็ดดอกไม้ของทรัมป์ มีอะไรบ้าง

ฉากทัศน์ที่สงครามจบเร็วแล้วโลกกลับมาเหมือนเดิมแทบเป็นไปไม่ได้ ถ้าเป็นสงครามยืดเยื้อเราจะเจอกับอะไร ไม่ว่าจะจบเมื่อไร โลกก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว เราต้องเริ่มจากการ ปรับทัศนคติ ทั้งระบบทันที เราไม่ควรยึดติดกับ โลกใบเดิม

1.น้ำมันแพง และขาดแคลนจะเป็นนิวนอร์มัล ราคาจะขึ้นจากเดิมกว่าสองเท่า และตามมาด้วยการขึ้นราคาสินค้าจากค่าขนส่งและวัตถุดิบ เราต้องรีบหาวิธี “ลดการเดินทาง” ลดการใช้ ลดการพึ่งพาน้ำมันแหล่งเดียว

2.ค่าครองชีพพุ่งสูง ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าน้ำค่าไฟ ค่าสินค้าและบริการต่าง ๆ จะขึ้นทั้งหมด มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับผลกระทบในห่วงโซ่ของกิจการนั้น ๆ เราต้องรัดเข็มขัดรูสุดท้าย เริ่มนโยบาย “ประหยัดขีดสุด” ทันที

3.ความเปราะบางไม่มั่นคงทางอาหาร อีกไม่นานเมื่อเกษตรกรไม่มีปุ๋ย ข้าวและพืชผักจะเริ่มขาด รวมถึงเนื้อสัตว์ เพราะอาหารสัตว์ก็ขาด น้ำมันพืชก็มีจำกัด เหล่าบรรจุภัณฑ์และการผลิตอาหารที่เชื่อมโยงกับปิโตรเคมีก็จะขาด และแพง ต้องมาวางแผนการกินใหม่ หาแหล่งทางเลือก เริ่มปลูกทานเอง บางทีอาจจะต้องลดมื้ออาหาร หรือปริมาณลง สิ่งไม่จำเป็นเช่น ขนมนมเนย ชา กาแฟ ต้องตัดลดเท่าที่จำเป็น  

4.การเดินทาง และขนส่งไม่เหมือนเดิม เราต้องทบทวนวิธีเดินทางไปทำงาน ไปเรียน ออกจากบ้านวางแผนให้ทำธุระได้หลายอย่าง ไม่ออกบ่อย ทางเลือกยานยนต์ EV หรือจักรยาน เราจะใช้รถยนต์ส่วนตัวกันแบบเดิมไม่ได้

5.ข้อจำกัดของการบริการสาธารณะ โรงพยาบาลจะขาดแคลนยา ขาดเครื่องมือแพทย์ รถฉุกเฉินจะไม่รวดเร็วแบบเดิม และถ้ามีการจำกัดการใช้ไฟ การจัดการเรื่องคิวการผ่าตัด ห้องฉุกเฉิน ห้องพักฟื้น จะไม่สะดวกเหมือนเดิม ต้องหาวิธีปรึกษาแพทย์และขอยาออนไลน์ เพื่อลดภาระ ยังไม่รวมถึงยาบางชนิดจะไม่มี เราต้องเตรียมวางแผนหาสมุนไพรทดแทน งานบริการราชการ
อื่น ๆ จะถูกจำกัด

6.วิกฤติความเครียด และสุขภาพจิต ปีนี้ผู้คนเสพข่าวสารร้ายซ้ำ ๆ เจอกับความยากลำบากด้วยตัวเอง และญาติมิตรรอบข้าง มีผลกระทบต่อสุขภาพจิต ผู้คนจะพึ่งพาสุราและยาเสพติดมากขึ้น จะเพิ่มปัญหาให้กับสังคม

7.ทำงาน และ เรียนจากที่สะดวก ถึงเวลาลดการเคลื่อนที่เต็มรูปแบบ อะไรที่ทำจากที่พักอาศัยได้จะต้องรีบทำ

8.SME ที่ปรับตัวไม่ได้จะล่มสลาย เราจะเห็นผู้ประกอยการรายเล็ก ที่ไม่ปรับตัว หรือปรับตัวไม่ได้ จะล้มระเนนระนาด กระทบห่วงโซ่สินค้าและบริการ หนี้นอกระบบจะเฟื่องฟู เศรษฐกิจสีเทาจะเข้าแทรกแซง ถ้ารัฐไม่รีบวางแผนรับมือเรื่องนี้ให้ทันเวลา ผู้คนจะเดือดร้อนจำนวนมาก

9.สังสรรค์ สังคม จะปรับสู่ สันโดษ ถึงเวลาลดงานสังสรรค์สังคมที่เป็นวัฒนธรรมของเรา การใช้ชีวิตที่สันโดษในภาวะวิกฤติ ใช้การติดต่อสื่อสารกันทางออนไลน์ไปก่อนในช่วงนี้จะประหยัด ลดรายจ่ายภาษีสังคม

10.รักษางานที่มีไว้ให้มั่น ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจทรุดหนัก กิจการที่รับมือไม่ไหวจะเริ่มการเลิกจ้าง งานจะหายากขึ้น เราคงต้องอดทนรักษางานที่มีไว้ ผู้คนจำนวนมากต้องเตรียมรับมือการเลิกจ้าง สิ่งที่ตามมาคือ มิจฉาชีพ โจรขโมยจะชุกชุมขึ้น ตำรวจต้องทำงานกันหนักขึ้น และทุกคนต้องระวังมิจฉาชีพ รักษาทรัพย์สินให้ดี

ใน 10 เรื่องนี้มีรายละเอียดให้คิดโครงการช่วยเหลือประชาชนมากมาย ขอเสนอแนะให้ท่านนายกฯ กำหนด วาระแห่งชาติรับมือวิกฤติใหญ่ สื่อสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง สั้นกระชับ เป็นระบบ เล่าสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ฉายภาพอนาคตที่จะกระทบ แจ้งว่ากระทรวงไหนมีโครงการอะไร ขอความร่วมมือประชาชนให้ทำอะไร พร้อมรีบตั้ง ทีมถังความคิดเพื่อความอยู่รอดและยั่งยืนของชาติ เร่งหากลยุทธ์รับศึก คิดโครงการสร้างสรรค์ที่ใช้หน่วยงานของรัฐบูรณาการกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิชุดเล็ก ๆ ที่ฉลาดล้ำ มีวิสัยทัศน์ระดับโลก คัดตัวมาจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และนักวิชาการ โดยจัด วอร์รูมทำงาน 24 ชั่วโมง เป็นโรงงานผลิตความคิด ตอบโจทย์ความเดือดร้อน โดยใช้ Big Data และการ Foresight คิดแผนการให้หน่วยงานของรัฐเริ่มทำเป็นต้นแบบ งบประมาณที่ประหยัดได้ทั้งหมดนำไปเข้า กองทุนเพื่อความยั่งยืนในยามวิกฤติเพื่อนำไปเริ่มโครงการช่วยเหลือต่าง ๆ ทันที

เราเข้าไปจัดการดงดอกไม้ไม่ได้ แต่เราสามารถลดแรงสะเทือนในดวงดาวของเราได้.