‘ตูวาลู’ (Tuvalu) ประเทศบนเกาะเล็กในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งถูกจับตามองในฐานะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างหนัก เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมผู้นำระดับโลกก่อนการประชุมสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 31 หรือ คอป 31 (COP31) ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนที่เมืองอันตัลยา ประเทศตุรกี เพื่อเร่งหาทางออกร่วมกันในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังถูกกดดันจากทั้งความขัดแย้งทางการเมืองและปัญหาพลังงาน

‘มูรัต คูรุม’รัฐมนตรีด้านสภาพภูมิอากาศของตุรกี ในฐานะประธานการประชุมคอป 31 ให้สัมภาษณ์กับเดอะ การ์เดียน (The Guardian) สหราชอาณาจักรว่า จะมีการจัดประชุมผู้นำล่วงหน้าในเดือนตุลาคม โดยใช้ฟิจิและตูวาลูเป็นสถานที่หลัก เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการเจรจาระดับโลก

การจัดประชุมดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากออสเตรเลียและตุรกีใช้เวลาหารือกันค่อนข้างนานในเรื่องสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพ ก่อนจะได้ข้อสรุปร่วมกันว่าให้ทั้งสองประเทศทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพร่วม และการประชุมผู้นำหลัก จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-12 พฤศจิกายน ที่ตุรกี ภายใต้ความร่วมมือของรัฐบาลแอนโทนี อัลบานีส และประธานาธิบดีเรเจป เทย์ยิป แอร์โดอัน

ดัน ‘คริส โบเวน’ นำเจรจา

คูรุมย้ำว่า เขามีความเชื่อมั่นในตัว ‘คริส โบเวน’ รัฐมนตรีพลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของออสเตรเลีย จึงมอบหมายให้เป็นผู้มีบทบาทหลักในการนำการเจรจา พร้อมกล่าวต่อว่า ทั้งออสเตรเลียและตุรกี มีเป้าหมายร่วมกัน คือการเร่งแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ ทั้งในด้านการเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และการเดินหน้าสู่พลังงานสะอาด โดยจะใช้ทั้งเครื่องมือทางการทูต เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ เข้ามาช่วยขับเคลื่อน

สงคราม-พลังงาน เบี่ยงเบนความสนใจ

ก่อนถึงการประชุม โบเวนได้หารือกับ ‘โยเคิน ฟลาสบาร์ธ’ เลขาธิการด้านสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศของเยอรมนี โดยหนึ่งในประเด็นน่าจับตาคือผลกระทบด้านพลังงานจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

ฟลาสบาร์ธชี้ว่า ความขัดแย้งในอิหร่าน รวมถึงการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมของหลายประเทศในยุโรป อาจทำให้โลกหันไปให้ความสนใจเรื่องความมั่นคงมากขึ้น จนอาจลืมไปว่าการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศนั้นก็มีความสำคัญและเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รอไม่ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ฟลาสบาร์ธมองว่าสถานการณ์ดังกล่าว อาจทำให้หลายประเทศลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และหันไปหาพลังงานทางเลือกมากขึ้น แม้ก่อนหน้านี้จะยังลังเลอยู่ก็ตาม

‘ไฟฟ้า’ ทางเร่งลดคาร์บอน

ฟลาสบาร์ธย้ำว่า การเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้า คือหัวใจสำคัญของการลดการปล่อยคาร์บอน โดยเฉพาะในภาคขนส่งสินค้า อุตสาหกรรม และเทคโนโลยีในครัวเรือน ซึ่งจำเป็นต้องเร่งให้เร็วขึ้น

ข้อมูลจากภาครัฐของเยอรมนีระบุว่า พลังงานหมุนเวียนมีสัดส่วนประมาณ 60% ของระบบพลังงานในปี 2567 ขณะที่ถ่านหินยังอยู่ที่ราวๆ 22% และมีแผนจะยุติการใช้ทั้งหมดภายในปี 2581 แม้ว่าวิกฤตจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซจะทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินบางแห่งต้องกลับมาเปิดใช้งานชั่วคราว

“โลกเริ่มต้นช้าเกินไป ทำให้อุตสาหกรรมในหลายประเทศตามหลังจีน โดยเฉพาะในด้านยานยนต์ไฟฟ้า แต่เชื่อว่ายังมีโอกาสเร่งตามทันได้ หากมีการลงทุนและปรับตัว” ฟลาสบาร์ธ กล่าว

เปิดพื้นที่คนรุ่นใหม่ ดัน ‘พูดให้จบ ทำให้จริง’

การประชุมครั้งนี้ยังเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาท โดยแต่งตั้ง ‘แซลลี ฮิกกินส์’ เกษตรกรจากดาร์ลิงดาวน์ส ให้เป็นตัวแทนเยาวชนด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกรอบการเจรจาจะเน้นไปที่ 3 เรื่องหลัก ได้แก่ การหารือ การหาฉันทามติ และการลงมือทำ เพื่อให้การประชุมครั้งนี้ไม่จบแค่การทำแผนและประกาศต่อสาธารณะ แต่จะต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง