ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานคร (กทม.) ดำเนินการร่วมกับ ธนาคารโลก นำหลักการจากรายงาน Shaping a Cooler Bangkok: Tackling Urban Heat for a More Livable City มาใช้เป็นยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อเสริมศักยภาพการตั้งรับ ปรับตัว และเพิ่มความทนทานต่อความร้อนเมือง ครอบคลุม 3 มิติ ได้แก่ สถานที่ (Place) คน (People) และสถาบัน (Institution) พร้อมแบ่งแผนดำเนินการเป็นระยะสั้นและระยะยาว
รวมทั้ง กำหนดแผนการดำเนินงานเพื่อยกระดับการบริหารจัดการความร้อนเมือง (Urban Heat) จากมาตรการเชิงรับสู่การบริหารจัดการเชิงรุก โดยมาตรการหนึ่งที่ กทม.ได้เริ่มทำการทดลองร่วมกับภาคเอกชน คือ การทาสีหลังคาด้วยสีขาว หรือโทนสีอ่อน (Cool Roof) จะสามารถลดอุณหภูมิภายในอาคารได้จริงไหม หลังมีหลายเมืองเริ่มดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว

นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม.และผู้บริหารด้านความยั่งยืนของกรุงเทพมหานคร ระบุ เนื่องด้วย กทม.มีแผนปฏิบัติการความร้อนเมืองโดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการความร้อนในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมถึง กทม.ยังได้รับการสนับสนุนจากองค์กรต่างประเทศในประเด็นการแก้ปัญหาความร้อนเมือง อย่างเช่น โครงการของธนาคารโลก (World Bank) เข้ามาสนับสนุน กทม.ในหลายมิติ ทั้งงานวิจัย ทำข้อเสนอแนะต่อ กทม.ว่า ควรมีมาตรการอะไรบ้างในการแก้ปัญหา หนึ่งในนั้น ก็คือการจัดทำห้องหลบร้อน (Cooling Center) เพราะหลายๆ เมืองทั่วโลก ที่ประสบปัญหานี้ ก็ทำเช่นกัน กทม.จึงได้นำเรื่องนี้มาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของ กทม.และเปิดแคมเปญห้องหลบร้อน ซึ่งตอนนี้ผลตอบรับก็ค่อนข้างดีมีคนมาใช้จำนวนมาก
ส่วนอีกเรื่องก็คือการทาสีหลังคา เพราะการทาสีหลังคาเป็นสีอ่อน สีขาวหรือใช้สีเฉพาะที่เรียกว่า “Cool Paint” จะช่วยในเรื่องของการสะท้อนกลับของแสงแดด หมายความว่า อาคารหลังนี้จะไม่สะสมความร้อน แต่ถ้าหากเป็นสีเข้มหรือสีดำตามหลักการคือจะดูดซับกักเก็บความร้อน ทำให้ห้องต่างๆ ภายในอาคารจะร้อนเป็นพิเศษ และเมื่อมีแอร์ก็จะต้องเปิดในอุณหภูมิที่ต่ำ ส่งผลให้ไปเพิ่มพลังงาน แต่หากมีสีอ่อน ก็จะช่วยทำให้ห้องไม่อับไม่ร้อนมาก เพราะจะมีการสะท้อนตั้งแต่แรก

นายพรพรหม ระบุว่า จึงเป็นหนึ่งในนโยบายที่น่าสนใจ ประกอบกับปีที่ผ่านมา ได้พูดคุยกับภาคเอกชนในประเทศที่เป็นผู้ประกอบการสี เนื่องจากเป็นผู้ประกอบการที่มีทั้ง Cool Paint และมีสีขาว จึงร่วมมือกันให้ ทำงานวิจัยในโรงเรียนแห่งหนึ่ง สังกัด กทม. เขตราชเทวี โดยเป็นการทาสีเพื่อเปรียบเทียบกัน ระหว่างโซนที่ทาสี Cool Paint กับโซนที่ยังไม่ได้ทา ว่ามีอุณหภูมิแตกต่างกันอย่างไร ขณะนี้ งานวิจัยยังไม่เสร็จสมบูรณ์ อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลในช่วงฤดูร้อนเนื่องจากปีที่ผ่านมาเริ่มต้นทำงานวิจัยในช่วงฤดูฝนต่อเนื่องฤดูหนาวจึงทำให้งานวิจัยจึงยังไม่ครบทั้งปี
“แต่ทั้งนี้ จากผลที่ให้มาเบื้องต้นพบว่าเห็นได้ชัด จากการทดสอบในโรงเรียน สังกัด กทม.ว่า การทาสีขาวหรือ Cool Paint สามารถช่วยลดอุณหภูมิในอาคารได้จริง พอเรามีข้อมูลตรงนี้แล้ว ก็อยู่ระหว่างการคิดต่อ แต่ยังไม่ได้มีนโยบายออกมาเป็นทางการ ว่าควรจะมีการทำอย่างไรเกี่ยวกับ Cool Paint แต่คิดว่าเป็นแนวทางที่น่าส่งเสริมมากๆ”
นายพรพรหม ยังได้ ยกตัวอย่างเมืองที่ประสบความสำเร็จในการลดอุณหภูมิเมืองด้วยวิธีการทาสีหลังคาและอาคาร อาทิ เมืองนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่เห็นความสำคัญของเรื่องการลดอุณหภูมิเมือง จึงได้มีการทาสีโรงเรียน ทาสีอาคารด้วยเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งมีแคมเปญโดยใช้อาสาสมัครมาร่วมทาสีกัน ส่วนที่ ปารีส ประเทศฝรั่งเศส ก็มีนโยบายเกี่ยวกับการปรับปรุงอาคารเก่า ในเรื่องของการประหยัดพลังงาน รวมถึงหนึ่งในเงื่อนไขในการปรับปรุงอาคารเก่าให้ลดพลังงาน คือต้องทาสีหลังคาด้วยสีอ่อน หรือทั้งอาคารควรจะเป็นสีอ่อนเพื่อที่จะสะท้อนแสงออก

อย่างไรก็ตาม นอกจากเรื่องของการจัดทำห้องหลบร้อน หรือ Cooling Center และ Cool Roof แล้ว กทม. ยังมีนโยบายอื่นในการลดอุณหภูมิเมืองในอนาคต โดยแบ่งวิธีดำเนินงานออกเป็น 2 ส่วน ซึ่งนายพรพรหม ระบุว่า 1. แผนระยะสั้นคือ เมื่อเกิดความร้อนขึ้นแล้วจะป้องกันสุขภาพประชาชนได้อย่างไร อาทิ จัดทำห้องหลบร้อน การให้อาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) เข้าเชิงรุกให้ข้อมูล มีการแจ้งเตือนค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) ทุกวันเพื่อให้ประชาชนทราบ
ส่วนในระยะยาว ก็คือการลดอุณหภูมิ โดยปัจจุบัน กทม.ได้ทำโครงการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มพื้นที่สีเขียว กับโครงการปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น การเพิ่มสวน 15 นาที รวมถึงการใช้แอสฟัลท์ชนิดพิเศษ เรียกว่า “Porous Asphalt หรือ ยางมะตอยพรุน” ที่ระบายน้ำและอากาศได้ดี มาคลุมตรงโคนต้นไม้ที่ปลูกบนทางเท้า นอกจากจะช่วยในเรื่องของการขยายพื้นที่ทางเท้าแล้ว Porous Asphalt ยังจะช่วยเพิ่มความเย็นให้กับทางเท้า โดยเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลียได้มีงานวิจัยออกมาแล้วว่าการใช้แอสฟัลท์ชนิดดังกล่าวช่วยลดอุณหภูมิของทางเท้าได้

และยังใช้การวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดผ่าน การจัดทำแพลตฟอร์มข้อมูลสภาพภูมิอากาศย่อย (Microclimate Data Platform) ซึ่ง World Bank ได้จัดทำให้ กทม.เพื่อใช้วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงความร้อนสูงในเมือง ทั้งนี้ ปัจจุบันรวบรวมจุดเสี่ยงความร้อนเมืองในพื้นที่ปี 2569 พบว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 379 จุด จัดทำ Heat Mapping การขยายระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าให้เข้าถึงง่าย และการส่งเสริมการจัดตั้งห้องคลายร้อน (BKK Cooling Room) เพิ่มเติมให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น อีกทั้งจะมีการขยายโครงสร้างพื้นฐานพื้นที่สีเขียวและน้ำเงิน (Green and Blue Infrastructure) การปรับใช้กฎหมายและข้อบังคับอาคาร การพัฒนาระบบขนส่งที่คำนึงถึงสภาพอากาศ และการบูรณาการประเด็นการปรับตัวต่อความร้อนเมืองเข้ากับข้อกำหนดผังเมือง.
ทีมข่าว ชุมชนเมืองรายงาน



