ภายหลัง จาก “เดลีโฟกัส” เปิดประเด็นตามเกาะติดการบุกรุกพื้นที่ป่าและออกเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. โดยมิชอบ บนเขาปากเตรียม อ.สุขสำราญ จ.ระนอง เนื้อที่กว่า 2 พันไร่ ล่าสุดกรมป่าไม้แจ้งความดำเนินคดี ที่ บช.ก. เอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นนายทุน-เจ้าหน้าที่รัฐนอกรีต และเร่งดำเนินการเพิกถอน น.ส.3 ก. ที่ทับบนผืนป่า นอกจากนี้พบเบาะแสด้วยว่า “กลุ่มนายทุน” เขมือบเขาปากเตรียม เคยพยายามจะไปฮุบพื้นที่สาธารณะทุ่งหนองใหญ่ ใจกลางเมือง จ.ชุมพร แต่ชุดเฉพาะกิจฯ กอ.รมน.ภาค 4 พร้อมชาวบ้านต่อสู้ จนทวงคืนพื้นที่และเพิกถอน น.ส.3 ก. 700 ไร่ กลับมาสำเร็จ
แฉนายทุนรุก ‘เขาปากเตรียม’ เคยฮุบ ‘ทุ่งหนองใหญ่’ แต่ถูกทวงคืนสำเร็จ
จ่อฟันขบวนการฮุบป่าเขาปากเตรียม! ยึดไม้ซุงขยายผลรายแรก โยงนายทุนรุกที่หนองใหญ่
ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 17 เม.ย. ที่ หน่วยบริการประชาชนตำรวจทางหลวง จ.ระนอง พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผบก.ปทส. ในฐานะหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน พร้อมด้วย พ.ต.อ.อภิสัณฐ์ ไชยรัตน์ ผกก.5 บก.ปทส. ร่วมประชุมชี้แจงคณะพนักงานสอบสวนในคดีครอบครองไม้หวงห้ามที่ยังไม่ได้แปรรูป ความผิดตามมาตรา 69 แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 หลังจากที่ นายชาญชัย กิจศักดาภาพ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจพยัคฆ์ไพร นำหลักฐานเอกสารหลักฐาน บัญชีไม้หวงห้าม ตามพระราชกฤษฎีกา พ.ศ. 2530 จำนวน 36 ชนิด เช่น ไม้ตะเคียนทอง ไม้ตะเคียนทราย ไม้แดง ไม้ไข่เขียว ไม้ยาง ไม้นากบุด เป็นต้น ที่ตรวจยึดในพื้นที่ป่าเขาปากเตรียม จ.ระนอง จำนวน 438 ท่อน ปริมาตร 461.85 ลูกบาศก์เมตร มูลค่าความเสียหาย 50 ล้านบาท เข้าแจ้งความร้องทุกข์ที่กองบัญชาการสอบสวนกลาง เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา


ทั้งนี้ ได้มีการเชิญเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในเขตพื้นที่ จ.ระนอง เข้าร่วมประชุมสรุปสภาพปัญหาและข้อเท็จจริง เพื่อใช้เป็นแนวทางในการสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด โดยมีการวางกรอบการสอบสวนมุ่งเน้นไปที่ผู้กระทำผิด ผู้ร่วมขบวนการทั้งในส่วนสนับสนุนและตัวการ ซึ่งทาง พล.ต.ต.เอนก ผบก.ปทส. แต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวน 6 นาย โดย พล.ต.ต.เอนก จะทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน และจะปฏิบัติหน้าที่สอบสวนปากคำ รวบรวมพยานหลักฐานอยู่ในพื้นที่ และจะเร่งสอบสวนปากคำพยานแวดล้อมซึ่งเป็นชาวบ้านในพื้นที่ที่ขณะนี้ได้เรียกตัวมาอย่างน้อย 10 ปาก โดยมีแผนจะลงตรวจที่เกิดเหตุพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ หลังการทำพิกัดแผนที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว

“เราจะมีการติดตามตัวบุคคล ยานพาหนะ ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ป่าปากเตรียม ตั้งแต่ปี 65 เป็นต้นมา เพื่อให้ได้ข้อมูลหลักฐานข้อเท็จจริงถึงการเข้าไปทำไม้ บุกรุกในพื้นที่ การทำงานจะควบคู่ไปกับการตรวจสอบเอกสารสิทธิ ที่เข้าไปทำไม้นั้นว่า เป็นการออกที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะการออกเอกสารสิทธิเป็นเงื่อนไขสำคัญในการดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำผิด” ผบก.ปทส. กล่าว

ขณะเดียวกัน ทีมข่าวเฉพาะกิจส่วนกลาง ได้รับการเปิดเผยข้อมูลจากตำรวจในพื้นที่ บช.ภ.8 เคยเป็นหนึ่งในคณะทำงานการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่า และการออกเอกสารสิทธิโดยไม่ชอบฯ เกี่ยวกับแนวทางการเพิกถอน น.ส.3 ก. ว่า แม้ว่าการทำงานสืบสวนสอบสวนจนสามารถดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำผิด และผลการสอบสวนยืนยันว่าเป็นการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ จนนำไปสู่การเพิกถอนตามมาตรา 61 ได้ แต่ที่ผ่านมาพบว่ากระบวนการของการเพิกถอนเป็นไปอย่างล่าช้า ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ยังทำไม่สำเร็จ แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมานานแล้วก็ตาม มีเพียงการทวงคืนพื้นที่สาธารณะหนองใหญ่ จ.ชุมพร เท่านั้นที่เป็นรูปธรรม ส่วนหนึ่งเกิดจากความร่วมมือของประชาชนและพลเมืองในพื้นที่ที่ร่วมกันผลักดัน และยืนยันเจตนารมณ์ จนสามารถเพิกถอนได้สำเร็จ


“ที่สำคัญ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับเอกชน เนื่องจากเจตนาของการเพิกถอนไม่ได้เป็นการละเมิดที่ดินของบุคคลอื่น จึงทำให้ภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องต่างมีเจตนาบริสุทธิ์ ตรงจุดนี้จึงอยากให้ผู้เกี่ยวข้องนำโมเดลการเพิกถอนเอกสารสิทธิ รุกพื้นที่สาธารณประโยชน์หนองใหญ่ อ.เมือง จ.ชุมพร มาใช้เป็นแนวทางเพื่อทวงคืนที่ดินรัฐกลับมาเป็นของแผ่นดิน สำหรับคดีรุกป่าเขาปากเตรียม จ.ระนอง เชื่อว่าวางแผนเตรียมการล่วงหน้าเป็นอย่างดี อ้างมีเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. ตัดไม้ ขุดตักดินและหินในที่ดินตัวเองออกไปขาย จากนั้นเมื่อทำลายสภาพไม้ใหญ่ในป่าออกได้แล้ว ก็จะเข้าสู่กระบวนการออกเป็นโฉนดที่ดิน”



