อุตสาหกรรมพลาสติกไทยในช่วงปี 2568-2569 กำลังเผชิญภาวะเม็ดพลาสติกขาดแคลนอย่างหนัก ด้วยผลกระทบจากสถานการณ์โลก ทั้งความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของพลังงาน ทำให้การจัดหาวัตถุดิบติดขัด จนเกิดสถานการณ์ที่บางช่วง ‘มีเงินก็ซื้อไม่ได้’ เนื่องจากผู้ผลิตต้นทางประกาศเหตุสุดวิสัยเพื่อระงับการส่งมอบวัตถุดิบ

ปัญหาดังกล่าวไม่ได้กระทบแค่ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ แต่ยังลามไปถึงสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งระบบ ขณะที่ราคาเม็ดพลาสติกปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะโพลิโพรพิลีน (Polypropylene: PP) ที่เพิ่มขึ้นราว 50% และโพลิเอทิลีนชนิดความหนาแน่นต่ำ (Low-Density Polyethylene: LDPE) ที่เพิ่มขึ้นราว 40% ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) ที่เข้าถึงวัตถุดิบได้ยากและมีอำนาจต่อรองน้อยกว่ารายใหญ่

‘ไบโอเบส’ ทางเลือกชีวภาพ

สภาวะเช่นนี้บีบให้อุตสาหกรรมไทยต้องเร่งปรับตัว หันมาจัดหาวัตถุดิบและบริหารห่วงโซ่อุปทานในรูปแบบใหม่ ที่ไม่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะการใช้ทรัพยากรในประเทศมากขึ้น เช่น วัสดุฐานชีวภาพ (Bio-based) ที่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

หนึ่งในตัวเลือกที่เห็นผลชัดคือ บรรจุภัณฑ์จากชานอ้อย ซึ่งนำของเหลือจากอุตสาหกรรมน้ำตาลมาใช้ต่อ สามารถทนความร้อนได้ถึง 180 องศาเซลเซียส ใช้กับไมโครเวฟและช่องแช่แข็งได้ และที่สำคัญย่อยสลายได้ 100% ภายในประมาณ 45 วัน
นอกจากนี้ยังมี แป้งมันสำปะหลัง ที่สามารถนำมาผลิตเป็นถุงหรือฟิล์มชีวภาพ จุดเด่นคือย่อยสลายได้ภายในราว 180 วัน และบางประเภทละลายในน้ำร้อนได้ ช่วยลดปัญหาขยะตกค้างในระยะยาว

เติมทางรอดให้ธุรกิจ

นอกจากชานอ้อยและมันสำปะหลัง ยังมีวัสดุธรรมชาติอีกหลายชนิดที่ถูกนำมาใช้แทนพลาสติก เช่น กาบหมาก ใยกล้วย เยื่อไผ่ และฟางข้าวสาลี วัสดุเหล่านี้มีจุดเด่นเฉพาะต่างกัน เช่น กาบหมากมีความแข็งแรงและทนความร้อน ใยกล้วยมีความเหนียว เหมาะทำบรรจุภัณฑ์กันกระแทก ส่วนเยื่อไผ่ช่วยต้านเชื้อรา ขณะที่ฟางข้าวสาลีช่วยลดปัญหาการเผาในภาคเกษตร
การนำวัสดุเหลือใช้เหล่านี้มาเพิ่มมูลค่า นอกจากจะช่วยลดการใช้พลาสติกได้แล้ว ยังสร้างรายได้ให้เกษตรกรและชุมชน ที่เป็นผู้ผลิตวัตถุดิบต้นทางไปด้วย ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็เริ่มหันมาเลือกสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ประกอบกับช่วงที่ราคาพลาสติกปรับตัวสูง ทำให้บรรจุภัณฑ์ทางเลือกมีราคาใกล้เคียงกันมากขึ้น จึงตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ได้ง่ายขึ้น

เปลี่ยนผ่านทั้งระบบ

การเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์ทางเลือก ไม่ได้เกิดจากความต้องการของตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากกฎระเบียบทั้งในประเทศและต่างประเทศที่บังคับให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัว เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และกฎบรรจุภัณฑ์ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดให้บรรจุภัณฑ์ต้องรีไซเคิลได้จริงและมีข้อมูลคาร์บอนชัดเจน

ในไทย หน่วยงานอย่างศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ก็ได้เข้ามาช่วยพัฒนาเทคโนโลยีและทดสอบมาตรฐาน ขณะที่มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และ

สร้างความมั่นคงวัสดุไทย

วิกฤตเม็ดพลาสติกขาดแคลนครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมไทย จากเดิมที่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากต่างประเทศ ไปสู่การหันมาใช้ทรัพยากรในประเทศมากขึ้น หากภาครัฐเดินหน้านโยบายต่อเนื่อง ภาคธุรกิจลงทุนเพิ่ม และผู้บริโภคเลือกใช้สินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไทยมีโอกาสพัฒนาเป็นศูนย์กลางบรรจุภัณฑ์ชีวภาพของภูมิภาคได้