ผศ. ดร.สมคิด อมรสมานกุล หัวหน้าภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเปิดงาน Mathematics Day: Industrial Solutions ปีการศึกษา 2569 เสวนาภายใต้หัวข้อ คณิตสาสตร์กับการแก้โจทย์ธุรกิจและอุตสาหกรรม จัดโดยภาควิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ว่า คณิตศาสตร์ คือ พื้นฐานของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งไม่เพียงเป็นผู้ใช้งานเท่านั้น แต่ความเข้าใจในกระบวนการทำงานเบื้องหลังจะช่วยให้สามารถปรับปรุงและทำให้ AI ฉลาดขึ้น และการมีทักษะการคิดวิเคราะห์จะช่วยให้คนในสังคมเท่าทันข้อมูลมหาศาล สามารถใช้เหตุผลแยกแยะข้อเท็จจริงเพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ ความรู้จากห้องเรียนสู่สามารถนำคณิตศาสตร์ระดับสูงไปใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาทิ ด้านการแพทย์ ใช้ Mathematical Modeling หรือการสร้างแบบจำลองในคอมพิวเตอร์เพื่อจำลองวิธีรักษาคนไข้ในเคสที่ซับซ้อน ช่วยลดความเสี่ยงจากการทดลองกับมนุษย์โดยตรงและประหยัดเวลาในการพัฒนาทางการแพทย์อย่างมหาศาล, ด้านโลจิสติกส์ ใช้คณิตศาสตร์เพื่อหาคำตอบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เช่น งานวิจัยร่วมกับ “เต่าบิน” ในการวางแผนเติมวัตถุดิบให้ทันความต้องการ เพื่อลดการเสียโอกาสทางธุรกิจและบริหารจัดการต้นทุนให้ต่ำที่สุด และด้านการเงินและประกันภัย สายงาน นักคณิตศาสตร์ประกันภัย จะเป็นอาชีพที่มีรายได้สูงมากในระดับหลักล้านบาทต่อเดือน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความเชี่ยวชาญด้านคณิตศาสตร์สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจส่วนบุคคลได้ไม่น้อยไปกว่าอาชีพอื่น

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของนวัตกรรมไทย แม้ว่าสายงานด้าน Data Science และ Data Analytics จะเป็นที่ต้องการของทุกบริษัทในปัจจุบัน แต่ประเทศไทยยังเผชิญกับปัญหา “ค่านิยมสังคม” ที่เด็กเก่งมักจะไหลไปเรียนแพทย์หรือวิศวกรรมตามความต้องการของผู้ปกครอง ทำให้ขาดแคลนบุคลากรที่มาเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์โดยตรง
หากรัฐบาลและสังคมยังไม่ให้ความสำคัญกับ “ความรู้พื้นฐาน” ในระยะยาว 10-20 ปี ประเทศไทยจะประสบปัญหาการขาดนวัตกรรมใหม่ ๆ เป็นของตัวเอง และต้องกลายเป็นเพียง “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” หรือ “ผู้ประกอบชิ้นส่วน” จากต่างประเทศเท่านั้น โดยเปรียบเทียบกับไต้หวันที่เคยมาดูงานที่ไทยเมื่อ 50 ปีก่อน แต่ปัจจุบันก้าวหน้าไปไกลเพราะการให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง
การปรับตัวของสถาบันการศึกษา เพื่อรองรับความต้องการของภาคธุรกิจ คณะคณิตศาสตร์ได้มีการปรับหลักสูตรให้ทันสมัย โดยนำเทคโนโลยี Cloud และ AI มาใช้ในการสอน รวมถึงการเสริม Soft Skills ที่จำเป็น เช่น Science Communication (การสื่อสารวิทยาศาสตร์ให้คนเข้าใจง่าย) และทักษะ Excel VBA เพื่อช่วยในการแก้ปัญหาเร่งด่วนในองค์กร นอกจากนี้ยังมีการดึงผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมมาร่วมเป็นอาจารย์พิเศษเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์จากหน้างานจริง

ผศ. ดร.สมคิด กล่าวว่า ภายในงานเสวนายังมีการมอบทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาภาควิชาคณิตศาสตร์จากบริษัทชั้นนำ ได้แก่ น.ส.มะยุรี หงษา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสมาคมประกันชีวิตไทย,น.ส.โชษิตา บุญวัฒนะเมธา เจ้าหน้าที่บริหารงานบุคคล บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน),น.ส.ศรัณย์ลภัส สุขชู ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลด้านบริหารความสัมพันธ์ธุรกิจและสรรหาว่าจ้าง บริษัท เอไอเอ ประเทศไทย จำกัด โดยนักศึกษาที่ได้รับทุนการศึกษาและรางวัลเกียรติยศเกิดความภูมิใจ และความซาบซึ้ง ก่อให้เกิดความมุ่งมั่นในการศึกษาและการประกอบอาชีพที่มีเกียรติในอนาคต
นายจารุเดช คุณะดิลกประธานที่ปรึกษาและกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและ กรรมการบริหารบริษัท เอ็ม. อี. เมดิเทค จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับนิสิตในอนาคต โดยเฉพาะการเป็น “คนช่างสังเกต”และรู้จักตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว เพื่อมองหาโอกาสในการพัฒนาและสร้างกลไกใหม่ๆ ในองค์กรได้เสนอแนะ 4 มิติสำคัญที่นิสิตควรพัฒนาตนเอง ได้แก่Knowledge (องค์ความรู้) พื้นฐานความรู้ที่เรียนมา,Skills (ทักษะ) การเร่งเสริมสร้างทักษะ (Upskilling) ให้สูงขึ้น , Attribute (คุณลักษณะ) การรู้จักจุดเด่นและจุดด้อยของตนเองเพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดในฐานะสมาชิกขององค์กร ,Characteristic (บุคลิกภาพ) การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งควรจะหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงานได้ภายในระยะเวลา 3-6 ปี
สำหรับคนรุ่นใหม่ควรใช้แง่คิดเรื่อง “การฝันให้ไกล”และการวางแผนชีวิตอย่างเป็นระบบ หรือ “Life Roadmap” โดยต้องตอบโจทย์ 3 ข้อสำคัญให้ได้ คือ”Know where you are” (รู้ว่าปัจจุบันตนเองอยู่จุดไหน), “Where do you want to go” (มีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะไปทางไหน ไม่ว่าจะเป็นการทำ Startup หรือร่วมงานกับองค์กรใด) และ “How will you get there” (จะเดินทางไปถึงจุดหมายนั้นได้อย่างไร) ซึ่งหากสามารถบูรณาการคำตอบทั้ง 3 ข้อนี้ได้ ก็จะสามารถวางรากฐานชีวิตไปสู่จุดหมายที่ต้องการได้อย่างชัดเจน



