จากกรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้พิจารณาศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทย และจะพิจารณาศึกษาข้อเสนอ ในวันที่ 21 เม.ย.นี้ ก่อนจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในขั้นตอนต่อไป
หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือ การปรับเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT จาก 7% เป็น 10% เพื่อใช้พัฒนาสวัสดิการรัฐ รองรับสังคมสูงอายุ
ภาษีมูลค่าเพิ่ม VAT คืออะไร?
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax: VAT) คือภาษีทางอ้อมที่เก็บจากการบริโภคสินค้าและบริการในทุกขั้นตอนการผลิตและการขาย
- ผู้ที่แบกรับภาระภาษีนี้จริงๆ คือ “ผู้บริโภคคนสุดท้าย” อย่างเราๆ
- ส่วนผู้ประกอบการทำหน้าที่เป็นเพียง “ผู้จัดเก็บและนำส่ง” ให้กับกรมสรรพากรเท่านั้น
อัปเดตล่าสุด: อัตราภาษี VAT ปี 2569 อยู่ที่เท่าไหร่?
- ปัจจุบันประเทศไทยยังคงจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% (รวมภาษีท้องถิ่นแล้ว) โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติขยายเวลาการลดอัตราภาษีจากอัตราเพดานเดิมที่ 10% ออกไปจนถึง 30 กันยายน 2569 เพื่อประคองค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ
ใครบ้างที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี VAT?
กฎหมายกำหนดให้ผู้ที่มีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการ ต้องจดทะเบียนและเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม เมื่อเข้าเงื่อนไขดังนี้
- ผู้ประกอบการที่มีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับแต่วันที่รายรับถึงเกณฑ์
- ผู้นำเข้าสินค้า ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือบริษัท เมื่อนำสินค้าเข้ามาในราชอาณาจักรต้องเสีย VAT
- อัปเดตใหม่ เริ่ม 1 ม.ค. 2569 การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์จากต่างประเทศที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป ต้องเสีย VAT 7% และอากรขาเข้า (ยกเลิกเกณฑ์เดิมที่ยกเว้นสินค้าต่ำกว่า 1,500 บาท) เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ร้านค้าในไทย
รูปแบบการจัดเก็บ: ภาษีซื้อ vs ภาษีขาย
กลไกของ VAT ทำงานผ่านสองส่วนหลัก เพื่อป้องกันการเก็บภาษีซ้ำซ้อน
- ภาษีขาย (Output Tax): ภาษีที่ผู้ขายเรียกเก็บจากลูกค้าเมื่อขายสินค้า
- ภาษีซื้อ (Input Tax): ภาษีที่ผู้ซื้อจ่ายไปเมื่อซื้อวัตถุดิบหรือสินค้ามาเพื่อใช้ในธุรกิจ
สูตรคำนวณ: ภาษีที่ต้องนำส่ง = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ (หากภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย สามารถขอคืนภาษีได้)
ข้อดีและข้อเสียของการมีภาษี VAT
- รัฐบาล: ข้อดี เป็นแหล่งรายได้ที่มั่นคงและตรวจสอบง่าย
- ธุรกิจ: ข้อดี คือ สร้างความน่าเชื่อถือ และขอคืนภาษีซื้อได้ แต่ ข้อเสีย เป็นการเพิ่มภาระงานเอกสารและการทำบัญชี
- ผู้บริโภค: ข้อดี จ่ายภาษีตามปริมาณการใช้จริง (ใช้มากจ่ายมาก) แต่ ข้อเสีย คือราคาสินค้าสูงขึ้นจากตัวภาษีที่บวกเพิ่ม

ทำไมเราต้องเสีย VAT? ประโยชน์ที่มากกว่าการจ่ายเงิน
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเราต้องจ่าย VAT ในทุกๆ การใช้จ่าย? ความจริงแล้วเงินจำนวนนี้ถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมในหลายมิติ
- การพัฒนาประเทศ: นำไปสร้างถนน รถไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ
- สวัสดิการสังคม: ใช้ในระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ
- การศึกษา: สนับสนุนงบประมาณโรงเรียนและทุนการศึกษาเยาวชน
- ความเท่าเทียม: เป็นการเก็บภาษีตามฐานการบริโภค ใครที่มีกำลังซื้อของฟุ่มเฟือยมาก ก็จะส่งคืนรายได้ให้รัฐเพื่อนำไปเฉลี่ยดูแลผู้ที่มีรายได้น้อยได้มากกว่า
VAT 7% ในปี 2569 ยังคงเป็นอัตราที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย การเข้าใจระบบภาษีไม่เพียงแต่ช่วยให้ผู้ประกอบการวางแผนธุรกิจได้อย่างถูกต้อง แต่ยังทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่า “เงินทุกบาทที่จ่ายไป” มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้เดินหน้าต่อ
อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามในอนาคตอันใกล้นี้ อัตราภาษี VAT จะถูกปรับขึ้นจาก 7% สู่ระดับเพดาน 10% ว่าจะปรับขึ้นได้ขนาดไหน หรือรูปแบบใด



