เข้าเกียร์เดินหน้าในการทำงาน เพราะปัญหาประเทศรอไม่ได้ โดยเริ่มต้นสัปดาห์แรกของการทำงาน “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้มอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) และผู้บัญชาการเหล่าทัพเข้าร่วมด้วย โดยตอนหนึ่งระบุว่า ได้กำหนดกรอบไว้จำนวน 3.788 ล้านล้านบาท เพิ่มจากปี 2569 เพียง 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.2 เท่านั้น การขอรับจัดสรรงบประมาณในปีนี้จะเพิ่มขึ้นได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของงบประมาณปี 2569 โดยส่วนที่เพิ่มขึ้น จะต้องเป็นรายจ่ายลงทุนนี่เป็นกฎเหล็กของปีงบประมาณ 2570 เพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤติในขณะนี้ และเป็นการวางรากฐานในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน รวมทั้งขอให้ทุกหน่วยรับงบประมาณ ปรับลดคำขอตั้งงบประมาณ เกี่ยวกับการศึกษาดูงาน และปรับลดการก่อสร้างอาคารสำนักงานใหม่ของหน่วยงาน
นายกฯ กล่าวด้วยว่า ขอเน้นย้ำว่ารัฐบาล ยึดหลักการสำคัญ 3 ประการในการทำงาน คือ 1.พิทักษ์ รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ 3.ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและการบริหารราชการแผ่นดิน บนหลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน ในเรื่องการดูแลความมั่นคงในประเทศ ในเรื่องการดูแลอาวุธยุทโธปกรณ์ ต้องมีความพร้อม

ต้องไม่ให้ฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามของเรา คิดว่าเขาสามารถจะมารุกรานประเทศของเราเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งการเตรียมความพร้อมทางด้านนี้ขอให้ทางกองทัพและสำนักงบประมาณได้วางแผนไว้เป็นอย่างดี เพราะหากมีเรื่องการสู้รบแต่ละครั้ง สิ่งที่เราจำเป็นจะต้องสร้างความมั่นใจ คือเรามีศักยภาพมีแสนยานุภาพเพียงพอที่จะปกป้องอธิปไตยของแผ่นดินไทย รวมถึงศักดิ์ศรีของประเทศไทย แผ่นดินที่เป็นของคนไทยที่เป็นของประเทศไทย จะต้องปรากฏอยู่ในแผนที่ประเทศไทยเท่านั้น ดังนั้นขอให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการปกป้องดินแดนของพวกเรา
การประกาศอย่างชัดเจน เรื่องการดูแลความมั่นคงในประเทศ ในเรื่องการดูแลอาวุธยุทโธปกรณ์ ไทยต้องมีความพร้อม เรามีศักยภาพมีแสนยานุภาพเพียงพอ ที่จะปกป้องอธิปไตยของแผ่นดินไทย รวมถึงศักดิ์ศรีของประเทศไทย แผ่นดินที่เป็นของคนไทยที่เป็นของประเทศไทย นั่นหมายความว่า หากเหล่าทัพต้องการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ รัฐบาลคงไฟเขียวเต็มที่
ยังถูกวิจารณ์ในแง่ลบ หลังไม่มีรัฐมนตรีคนไหนไปตอบกระทู้ของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) หลังการประชุมวุฒิสภา ที่มี “พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์” รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม ทั้งนี้มีการพิจารณากระทู้ถามด้วยวาจาและด้วยหนังสือ เป็นการถามกระทู้ครั้งแรกต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ แต่ปรากฏว่า ทั้งกระทู้ถามด้วยวาจา และกระทู้ถามด้วยหนังสือ ที่ถามนายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ไม่มีใครมาตอบกระทู้ทั้งหมด อ้างติดภารกิจ โดยกระทู้ถามด้วยหนังสือ 3 กระทู้ ได้แก่ 1.กระทู้ถามความคืบหน้าสร้างเขื่อนน้ำว้า อ.เวียงสา จ.น่าน ของนายมังกร ศรีเจริญกุล สว. ถามนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน ได้รับแจ้งติดภารกิจ 2.กระทู้เรื่อง สวัสดิการคุ้มครองสิทธิประโยชน์และเสริมสร้างขวัญกำลังใจกำลังพล ในระหว่างและภายหลังสู้รบ กรณีสถานการณ์ขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ของ น.ส.รัชนีกร ทองทิพย์ สว. ถามนายกฯ โดย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ได้รับมอบมาตอบกระทู้แทน แจ้งว่าติดภารกิจ 3.กระทู้แนวทางส่งเสริมความก้าวหน้าพยาบาลวิชาชีพ ของ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. ถามนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ได้รับแจ้งติดภารกิจ
ขณะที่กระทู้ถามด้วยวาจา 3 กระทู้ ได้แก่ 1.กระทู้แนวทางแก้ปัญหาไม่ให้เด็กหลุดระบบการศึกษาปี 2569 ของนายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว. ถามนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ แจ้งติดภารกิจ 2.กระทู้ดับไฟฟ้าด้วยนวัตกรรม ของ น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. ถามนายกฯ โดยมอบนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย มาตอบกระทู้แทน ก็แจ้งติดภารกิจ 3.กระทู้สถานการณ์ราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ ของนายเศรณี อนิลบล สว. ถามนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ได้รับแจ้งติดภารกิจ

เลยทำให้ “นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ” สว. แถลงกรณีที่นายกฯ และรัฐมนตรี ไม่มาตอบกระทู้ของ สว.ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลแถลงนโยบายที่ประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อวันที่ 9-10 เม.ย.ที่ผ่านมา แต่วันนี้ 20 เม.ย. คำแถลงนโยบายของรัฐบาลก็เป็นเพียงน้ำลายบ้วนปาก เพราะตอนแถลงนโยบายอ้างว่าจะทำตามสมาชิกรัฐสภา ที่ต้องตรวจสอบรัฐบาล และจะเคารพต่อที่ประชุมของรัฐสภาที่จะตรวจสอบผ่านกระทู้ ญัตติ แต่วันนี้ สว. มีทั้งกระทู้สด กระทู้ถามเป็นหนังสือ ซึ่งถามล่วงหน้า 3 เรื่อง เคยยื่นมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล “อนุทิน 1” แล้ว แต่เมื่อยุบสภากระทู้ตกไป ตนก็มายื่นใหม่ ซึ่งทั้ง 3 กระทู้เรียกว่าเป็นกระทู้แห้งสามารถเตรียมคำตอบได้ไม่ยาก นอกจากนั้นยังมีกระทู้ถามด้วยวาจาอีก 3 กระทู้
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า แต่ปรากฏว่า รัฐบาลไม่ได้มอบหมายให้รัฐมนตรีคนใดมาตอบคำถามแม้แต่คนเดียว ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทั้ง 35 คน กลับอ้างว่าติดภารกิจบินไปตรวจสอบปัญหา PM 2.5 ที่ จ.เชียงใหม่ แต่ไปเพียง 3 ชั่วโมงก็กลับ ถ้าอ้างว่าเป็นเรื่องสำคัญ ทำไมไม่อยู่ 3 วัน ทั้งที่ชาวเชียงใหม่อยู่กันมาชั่วชีวิตแล้วจะอยู่อย่างไร ถ้ารัฐบาลให้ความสำคัญเพียงแค่นี้

“ถ้าจะให้ผมขนานนามรัฐบาล ก็เป็นรัฐบาลอีเวนต์ ไม่ใช่รัฐบาล e-government เพราะรัฐบาลไปสร้างอีเวนต์ ทำข่าวประชาสัมพันธ์ทางจิตวิทยา เสร็จแล้วก็กลับมาเหมือนเดิม ผมก็อยากจะวัดดูว่าหลังจากนายกฯ ไปเชียงใหม่แล้ว PM 2.5 ของเชียงใหม่จะลดลงบ้างหรือไม่ แล้วจะดูแลต่อเนื่องอย่างไรถึงจะสามารถแก้ปัญหาได้ ที่สำคัญจำเป็นหรือไม่ที่รัฐมนตรีทั้ง 35 คนจะไปทั้งหมด โดยไม่มองภารกิจของรัฐสภาเลย หรือรัฐบาลนี้ดูถูกไม่เห็นหัวประชาชน เพราะการที่ สว. ถามกระทู้ ก็ถามเพราะความเดือดร้อนของประชาชนทั้งสิ้น ทั้งที่นายกฯ อ้างว่าจะยึดมั่นระบบรัฐสภา แต่ก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับสภาเลย” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว
ต้องยอมรับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น กลายเป็นภาพลบของรัฐบาล แม้จะอ้างว่ามีภารกิจ แต่ไม่น่าจะเป็นรัฐมนตรีทั้งหมด น่าจะมีบางคนที่พอจะสละเวลามาชี้แจงได้ คงต้องรอดูต่อไป ฝ่ายบริหารจะปรับแนวทางในการทำงานทางด้านนิติบัญญัติหรือไม่

ส่วนกระบวนการตรวจสอบรัฐบาล ผ่านทางกรรมาธิการ (กมธ.) ของสภาผู้แทนราษฎร มีความความคืบหน้าในเรื่องนี้ โดย “นายโสภณ ซารัมย์” ประธานสภา เป็นประธานประชุมหัวหน้าพรรคการเมือง เพื่อพิจารณาสัดส่วนคณะ กมธ.สามัญประจำสภา จำนวน 35 คณะ มีหัวหน้าพรรคและตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ เข้าร่วม อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นางมนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย นายวสวรรธน์ พวงพรศรี สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นายอุดมเดช รัตนเสถียร สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย นายสุรทิน พิจารณ์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่
ภายหลังการประชุม “นายโสภณ” กล่าวว่า ที่ประชุมได้แบ่งโควตาประธาน กมธ.ชุดต่างๆ ตามสัดส่วน สส. ของแต่ละพรรค ได้ข้อสรุปว่า มี 6 พรรคการเมือง ได้รับจัดสรรโควตาประธาน กมธ. ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย 14 คณะ พรรคประชาชน 9 คณะ พรรคเพื่อไทย 5 คณะ พรรคกล้าธรรม 4 คณะ พรรคประชาธิปัตย์ 2 คณะ พรรคไทรวมพลัง 1 คณะ แต่พรรคใดจะได้โควตาประธาน กมธ. ชุดใด ยังไม่ลงตัว
ด้าน “นางมนพร เจริญศรี” สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ละพรรคจะได้ประธาน กมธ. คณะใดบ้าง หาก กมธ. คณะใดที่พรรคการเมืองอยากได้ตรงกัน เบื้องต้นจะใช้การพูดคุยกันก่อน มีบางคณะที่หลายพรรคการเมืองอยากได้ตรงกัน เช่น กมธ.กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ที่พรรคประชาธิปัตย์อยากได้ตรงกับพรรคประชาชน จะให้คุยกันนอกรอบก่อน แล้วมาหารืออีกครั้งในวันที่ 22เม.ย. นี้ เวลา 13.00 น. คาดว่าจะได้ข้อสรุป
ต้องยอมรับว่า การทำงานของ กมธ. มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบรัฐบาล หลายครั้งสร้างประเด็น จนกลายเป็นปมร้อน อย่าง กมธ.กฎหมายฯ ถือว่ามีอำนาจกว้างขวางในการตรวจสอบประเด็นต่างๆ จึงไม่แปลกที่บางพรรค มีความต้องการหั่นประธาน กมธ.กฎหมายฯ
“ทีมข่าวการเมือง”



