โคเวนทรี ซิตี การันตีการคว้าตั๋วเลื่อนชั้นกลับขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกหนแรกในรอบ 25 ปี หลังบุกไปเสมอกับ แบล็กเบิร์น โรเวอร์ส 1-1 เมื่อวันศุกร์ที่ 17 เม.ย. ที่ผ่านมา

สำหรับ โคเวนทรี แล้ว “พรีเมียร์ลีก” เป็นเพียง “ความฝันอันเลือนลาง” ของพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังมีปัญหาทางการเงินจนถูกเข้าควบคุมบัญชี และต้องตกลงไปเล่นใน ลีก วัน เมื่อปี 2013

วันนี้เราจะไปเจาะลึกกันถึง “ยุทธการพาช้างกระทืบโรงหวนคืนสู่ลีกสูงสุด” หนแรกในรอบกว่า 2 ทศวรรษว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร และใครที่เป็นคีย์แมนในการสานฝันครั้งนี้

ช่วงเวลาระทมทุกข์ 25 ปีที่หายหน้าไปจากพรีเมียร์ลีก

โคเวนทรี กระเด็นตกชั้นลงสู่ อีเอฟแอล แชมเปี้ยนชิพ หลังพ่าย แอสตัน วิลลา 2-3 เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ปี 2001 และใช้เวลาถึง 9,113 วัน เพื่อตะกายกลับขึ้นมาโชว์ฝีเท้าในพรีเมียร์ลีก อีกครั้ง

ทว่าก่อนหน้าจะพุ่งชนความสำเร็จครั้งนี้ “สกาย บลูส์” ต้องเผชิญกับปัญหา รวมทั้งเรื่องราวดราม่าทั้งในและนอกสนามอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการต้องไปแบ่งใช้สนามร่วมกับ นอร์แธมป์ตัน และเบอร์มิงแฮม, เจ้าของทีมที่แฟนบอลชังน้ำหน้าอย่างซิซู, การประท้วง แถมสถานการณ์ของพวกเขายังย่ำแย่ถึงขนาดถูกยกไปพูดถึงในรัฐสภาของอังกฤษมาแล้ว

วิกฤติที่หนักที่สุดของ โคเวนทรี ก็คือการต้องเผชิญกับวิกฤติทางการเงินจนถูกเข้าควบคุมบัญชี ถูกลงโทษตัด 10 แต้ม จนสุดท้ายต้องกระเด็นลงไปเล่นใน ลีก วัน เมื่อปี 2013 และส่อแววว่า อาจจะไม่ได้ผุดได้เกิดอีกเลย หลังตกชั้นลงไปเล่นในลีก ทู หรือ ดิวิชั่น 4 ในฤดูกาล 2016/17 ภายใต้การบริหารของ ซิซู เจ้าของสโมสรที่แฟนบอลชิงชังน้ำหน้ามากที่สุด

อย่างไรก็ตาม โคเวนทรี ใช้เวลาเพียง 2 ฤดูกาล ก็สามารถเลื่อนชั้นกลับขึ้นมาเล่นใน แชมเปี้ยนชิพ ได้สำเร็จ

กระทั่งปี 2023 ชะตาของ โคเวนทรี ก็เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เมื่อ ดัก คิง นักธุรกิจท้องถิ่น ตัดสินใจเข้าเทคโอเวอร์กิจการสโมสรจาก ซิซู

จากนั้นในช่วงปลายปี 2024 เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ ซีบีเอส อารีนา อีกครั้ง เมื่อ โคเวนทรี ตัดสินใจแยกทางกับ มาร์ก โรบินส์ ผู้จัดการทีม ที่อยู่กับพวกเขามานานถึง 7 ปี และแต่งตั้ง แฟรงค์ แลมพาร์ด อดีตผู้จัดการทีมเชลซี เข้ามากุมบังเหียนแทนในวันที่ 28 พ.ย. ปี 2024

ในฤดูกาล 2024/25 หรือ ฤดูกาลแรกกับ โคเวนทรี นั้น ซูเปอร์แฟรงค์ สกาย บลูส์ คว้าอันดับ 5 ในแชมเปี้ยนชิพ และได้ตั๋วผ่านเข้าสู่รอบเพลย์ออฟ ก่อนจะอกหักแพ้ ซันเดอร์แลนด์ ในรอบตัดเชือก ด้วยประตูรวม 2 นัด 2-3

กระนั้นในฤดูกาล 2025/26 แลมพาร์ด แสดงให้เห็นว่า โคเวนทรี ตัดสินใจไม่ผิดที่เลือกเขาเข้ามาสานต่อยุทธการพา “ช้างกระทืบโรง” หวนคืนเวทีพรีเมียร์ลีก เมื่อสามารถพา แชมป์เอฟเอ คัพ ฤดูกาล 1986/87 การันตีการคว้าตั๋วคืนสู่ลีกสูงสุดของประเทศได้ในขณะที่เหลือการแข่งขันอีกถึง 3 นัด และมีโอกาสสูงที่จะเลื่อนชั้นในฐานะแชมป์ อีเอฟแอล แชมเปี้ยนชิพ หลังนำเป็นจ่าฝูง โดยทิ้ง อิปสวิช ทาวน์ และ มิลล์วอลล์ ที่ตามมาเป็นอันดับ 2 และ 3 ด้วยผลงาน 76 คะแนนเท่ากันนั้น ถึง 10 แต้ม

คีย์แมนที่ชื่อ “แฟรงค์ แลมพาร์ด”


ที่จริงแล้วเป้าหมายที่ โคเวนทรี วางเอาไว้ก่อนหน้าที่ฤดูกาล 2025/26 จะเปิดฉากขึ้นก็คือการคว้าตั๋วเข้าสู่รอบเพลย์ออฟอีกครั้ง

ทว่าจากการทำงานอันยอดเยี่ยมของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ที่ถูกดึงมาคุมทีมแทนขวัญใจคนเดิมอย่าง มาร์ก โรบินส์ ทำให้ สกาย บลูส์ ไปได้ไกลเกินฝัน กระทั่งตีตั๋วกลับไปเล่นในพรีเมียร์ลีก ได้สำเร็จ

แลมพาร์ด ใช้เวลาช่วงซัมเมอร์แรกในฐานะผู้จัดการทีมโคเวนทรีไปกับการวางรากฐานใหม่ให้กับทีม

การคว้า คาร์ล รัชเวิร์ธ นายทวารจอมหนึบ มาร่วมทัพด้วยสัญญายืมตัวจาก ไบรท์ตัน ถูกมองว่า มีส่วนสำคัญอย่างมากในความสำเร็จของ โคเวนทรี เช่นเดียวกับการย้ายเข้ามาในช่วงกลางซีซั่นของ โรแม็ง เอสเซ และ แฟรงค์ ออนเยกา ที่ย้ายมาจาก คริสตัล พาเลซ และ เบรนท์ฟอร์ด ด้วยสัญญายืมตัวทั้งคู่

แลมพาร์ด ได้รับเสียงชื่นชมจากทั้งคนวงในของโคเวนทรี และเกจิลูกหนังจากหลายสำนักว่า เลือกคว้านักเตะใหม่มาเสริมทัพได้อย่างชาญฉลาด และด้วยผู้เล่นชุดนี้ ทำให้เป้าหมายของ โคเวนทรี ค่อย ๆ ขยับขึ้นจากการเข้าเพลย์ออฟ ไปเป็นการเลื่อนชั้นแบบอัตโนมัติ และการคว้าแชมป์ อีเอฟแอล แชมเปี้ยนชิพ ในที่สุด

แม้จะเสียรังวัดไปพอสมควรจากความล้มเหลวกับเชลซี แต่ แลมพาร์ด ยังมีออร่าของยอดนักเตะที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในอาชีพ และบารมีของเขาก็ทำให้นักเตะหลายคนเลือกเซ็นสัญญากับ โคเวนทรี แม้จะมีตัวเลือกอื่น เพราะอยากร่วมงานกับ แลมพาร์ด

นอกจากนี้ ซูเปอร์แฟรงค์ ยังมีทักษะในการบริหารคนที่ยอดเยี่ยม เขาสามารถทำให้นักเตะใหม่ และนักเตะที่ไม่ได้ลงเล่นมากนัก ยังคงรู้สึกว่า ตัวเองยังเป็นส่วนหนึ่งของทีมได้

อาทิในกรณีของ แบรนดอน โธมัส-อซานเต หัวหอกทีมชาติกานา ที่เกือบจะย้ายไปอยู่กับ แบล็กเบิร์น และ ดาร์บี เมื่อปีที่แล้ว แต่ แลมพาร์ด ก็กล่อมให้อยู่ช่วยทีมต่อไป จนระเบิดฟอร์มกดไปถึง 12 ประตูในฤดูกาลนี้

ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยบารมี และประสบการณ์ของ แลมพ์ส ยังช่วยให้นักเตะของ โคเวนทรี ลืมความผิดหวัง และเชื่อมั่นว่า พวกเขาจะสามารถคว้าตั๋วเลื่อนชั้นขึ้นไปเล่นในพรีเมียร์ลีกได้ แม้จะเพิ่งผิดหวังอย่างแรกจากการตกรอบตัดเชือก เพลย์ออฟ ด้วยน้ำมือของ ซันเดอร์แลนด์ มาหมาด ๆ ก็ตาม

แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่า พวกเขาอาจจะไม่ได้อยู่กับทีมต่อไป หลังการคว้าตั๋วเลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีก ซึ่ง โคเวนทรี จำเป็นต้องคว้านักเตะใหม่เข้ามาเสริมทัพ และผ่องถ่ายนักเตะเก่าออกไปบางส่วน หรือ แทบยกกระบิเพื่อความอยู่รอดในลีกสูงสุด

แต่นักเตะสกาย บลูส์ ก็ยังเชื่อมั่น และรัก แลมพาร์ด อย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งนั่นก็ทำให้เขากลายเป็นคีย์แมนในยุทธการพา “ช้างกระทืบโรง” หวนคืนเวทีพรีเมียร์ลีกหนแรกในรอบ 25 ปีครั้งนี้

ใครมีลุ้นเลื่อนชั้นตามโคเวนทรี

หลังจากที่ โคเวนทรี โกยไปแล้ว 86 แต้ม พร้อมการันตีการเลื่อนชั้นขึ้นสู่พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ เราจะมาดูกันว่า ทีมไหนบ้างที่มีลุ้นเป็นอีก 2 ทีมที่จะได้เลื่อนชั้นตาม สกาย บูลส์ ขึ้นไป

เริ่มจากทีมที่มีลุ้นคว้าอันดับท็อป 2 (ที่ 1 และที่ 2) และจะได้เลื่อนชั้นแบบอัตโนมัติ นอกจาก โคเวนทรี ที่จับจองไปหนึ่งโควตาแล้ว ทั้งทีมอันดับ 2 อย่าง อิปสวิช (76 แต้ม), อันดับ 3 มิลล์วอลล์ (76 แต้ม), อันดับ 4 เซาแธมป์ตัน (75 แต้ม) และ อันดับ 5 มิดเดิลสโบรช์ (73 แต้ม) ล้วนมีลุ้นทั้งหมด

ส่วนทีมที่มีลุ้นเข้ารอบเพลย์ออฟ (อันดับ 3-6) นอกจาก อิปสวิช, มิลล์วอลล์, เซาแธมป์ตัน และ มิดเดิลสโบรช์ ยังมีอันดับ 6 ฮัลล์ ซิตี (69 คะแนน), อันดับ 7 เร็กซ์แฮม (67 คะแนน) และ ดาร์บี เคาน์ตี (66 คะแนน) อีกด้วย

สำหรับศึกเพลย์ออฟชิงตั๋วเลื่อนชั้น รอบรองชนะเลิศ คู่แรกจะเป็นการพบกันระหว่าง ทีมอันดับ 6 กับ ทีมอันดับ 3 โดยจะเตะ 2 นัดเหย้าเยือนในวันที่ 8 และ 11 พ.ค. นี้

ส่วนรอบตัดเชือกอีกคู่จะเป็นการพบกันระหว่าง ทีมอันดับ 5 และ อันกับ 4 โดยจะเตะในวันที่ 9 และ 12 พ.ค.

ขณะที่รอบชิงชนะเลิส จะเตะกันที่สนาม เวมบลีย์ สเตเดียม ในวันเสาร์ที่ 23 พ.ค. นี้.