เมื่อวันที่ 21 เม.ย. นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยหลังเข้าร่วมงานเปิดตัวต้นแบบเรือไฟฟ้า (e-boat prototype) ที่วัดพุทธบูชา เขตทุ่งครุ และบ้านเขียวงานวาดและภาพพิมพ์ เขตบางขุนเทียน ว่า โครงการเรือไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน โดยเป็นความร่วมมือของทั้งภาครัฐ (กรุงเทพมหานคร) ภาคระหว่างประเทศ (สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์) ภาคประชาชน (ชุมชนบางมด) และภาควิชาการ (KMUTT) รวมถึงภาคเอกชน ซึ่งร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง เพื่อพัฒนาและดัดแปลงเรือเครื่องยนต์ดีเซลแบบดั้งเดิมให้เป็นเรือไฟฟ้าที่ปลอดมลพิษทางอากาศและลดเสียงรบกวน

ปัจจุบันการเดินเรือในคลองต่าง ๆ ของกรุงเทพฯ ยังพึ่งพาเรือเครื่องยนต์ดีเซลเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรือโดยสารหรือเรือท่องเที่ยว ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ เสียงดัง และต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ทั้งนี้ การพัฒนาเรือไฟฟ้าถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การลงทุนมีความคุ้มค่ามากขึ้น

โดยต้นแบบเรือไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นสามารถลดต้นทุนเชื้อเพลิงได้ถึงประมาณร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับเรือดีเซล และมีแนวโน้มสามารถขยายผลไปยังคลองสายอื่น ๆ ได้ในอนาคต

ส่วนกรณีจะมีโอกาสนำเรือไฟฟ้าไปใช้ในการสัญจรเดินเรือในคลองแสนแสบได้หรือไม่นั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า สำหรับคลองแสนแสบ ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญ มีผู้โดยสารใช้บริการกว่า 40,000 คนต่อวัน ยังต้องพิจารณาความเหมาะสมของเทคโนโลยี โดยเฉพาะด้านกำลังมอเตอร์และประสิทธิภาพแบตเตอรี่ เนื่องจากเป็นเรือขนาดใหญ่ที่รองรับผู้โดยสารจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีดังกล่าวมีการใช้งานจริงในหลายประเทศ และมีความเป็นไปได้ในการนำมาปรับใช้ในประเทศไทย สำหรับเรือในโครงการนี้ในระยะแรก โครงการจะเน้นการใช้งานในเชิงการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ก่อนขยายไปสู่การใช้งานในระบบขนส่งสาธารณะในอนาคต

ด้านนายเร็มโก ฟัน ไวน์คาร์เดิน (H.E. Mr. Remco van Wijngaarden) เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า เป้าหมายระยะยาวของความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างเนเธอร์แลนด์กับกทม. คือการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (energy transition) ของ กทม. ซึ่งมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน ทั้งจากสถานการณ์วิกฤติพลังงานโลกและปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แม้ว่าการลงทุนเริ่มต้นจะมีต้นทุนค่อนข้างสูง แต่เมื่อดำเนินการแล้ว ต้นทุนการใช้งานของยานยนต์ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ จักรยาน หรือเรือ จะมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ เราจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อเรียนรู้และพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมร่วมกัน

เอกอัครราชทูตฯ ระบุเพิ่มว่า เนเธอร์แลนด์มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ ระบบขนส่งทางน้ำ และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน จึงพร้อมสนับสนุน กทม.ในด้านต่าง ๆ รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านจักรยาน โดย กทม.ถือเป็นเมืองสำคัญที่มีบทบาททางเศรษฐกิจในภูมิภาค การพัฒนาให้เป็นเมืองสีเขียวจะส่งผลดีในวงกว้าง.