สภาพจิตใจของผู้คนน่ากังวลมากแค่ไหน “ทีมข่าวอาชญากรรม” พูดคุยกับ ดร.นพ.วรตม์  โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกรมสุขภาพจิต เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ความเครียดว่า  ขณะนี้ถือเป็นวิกฤติรุนแรงและกระจายตัวระดับโลก  ที่สำคัญยังไม่สามารถประเมินได้ชัดว่าจะยุติเมื่อใด  ความไม่แน่นอนนี้ส่งผลตรงต่อสภาพจิตใจ และไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์  แต่ยังกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลก

เช่น  การปิดเส้นทางขนส่งน้ำมัน ที่กระทบเป็นลูกโซ่มายังเศรษฐกิจไทย  มองว่านี่คือวิกฤติเศรษฐกิจที่ส่งผลในวงกว้าง และย่อมมีผลต่อสุขภาพจิตทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ระยะสั้น” เมื่อน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น สินค้าและบริการทยอยปรับตาม  คนจำนวนมากเกิดความเครียดสะสม วิตกอนาคต อาทิ จะปรับสูงขึ้นอีกหรือไม่  สิ้นสุดเมื่อใด  ความเครียดสะสมมักแสดงออกได้หลายแบบ  บ้างหงุดหงิดง่าย  อารมณ์แปรปรวน ทะเลาะเบาะแว้งหรือโต้เถียงกันมากขึ้น  ทั้งในชีวิตประจำวันและบนสื่อออนไลน์  บ้างมีอารมณ์เชิงลบ  เช่น เศร้า หมดพลัง

“ระยะยาว” หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย  ความเครียดที่สะสมต่อเนื่อง อาจพัฒนาสู่ปัญหาสุขภาพจิตที่ชัดเจนขึ้น เช่น ภาวะหมดไฟ โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องทำงานหนักขึ้น หรือทำหลายอาชีพพร้อมกันเพื่อรับมือภาระใช้จ่าย สมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานลดลง นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงโรคทางจิตเวช อย่างโรควิตกกังวล หรือโรคซึมเศร้า

เครียดคนธรรมดา แตกต่างผู้มีปัญหาเป็นทุน ?

ดร.นพ.วรตม์  อธิบายในกลุ่มคนทั่วไป จำเป็นต้องพิจารณาว่าความเครียดสะสมเดิมมีมากแค่ไหน หากไม่เคยมีความเครียดสะสมมาก่อน หรือสามารถใช้ชีวิตได้สมดุล การเผชิญวิกฤติจะยังรับมือได้ระดับหนึ่ง แต่หากมีคนเครียดสะสมเดิมอยู่แล้ว วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจะเปรียบได้กับ “การเพิ่มภาระบนบ่า” ต้องรับแรงกดดันเพิ่ม หากจัดการไม่ได้อาจนำไปสู่สุขภาพจิตระยะยาว

สำหรับกลุ่มมีปัญหาสุขภาพจิตเดิมอยู่  ถือเป็นกลุ่มเปราะบางมากกว่า เหมือนผู้มีร่างกายบาดเจ็บอยู่ก่อน เมื่อได้รับภาระเพิ่มก็มีโอกาสที่ “แผลเดิม” จะถูกกระตุ้น และทำให้อาการกำเริบง่าย อาการที่เคยสงบลงอาจกลับมาอีกครั้ง

นอกจากนี้ ภาระชีวิตที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้การดูแลตนเองลดลง เช่น ลืมรับประทานยา ไม่ไปพบแพทย์ตามนัด หรือขาดความต่อเนื่องในการรักษา ล้วนเป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงให้อาการทางจิตเวชกลับมารุนแรงขึ้นได้

วิกฤติใหญ่ในอดีต  ทิ้งแผลสุขภาพจิตแค่ไหน ?

หากพิจารณาวิกฤติในอดีต อย่างวิกฤติต้มยำกุ้ง และวิกฤติโควิด-19 จะพบมีทั้งส่วนคล้ายคลึงและแตกต่างอย่างมี “นัยสำคัญ โดยเฉพาะลักษณะผลกระทบและระยะเวลาของวิกฤติ

กรณี วิกฤติต้มยำกุ้ง (ปี 2540) เป็นวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง  ค่าเงินบาทลอยตัว ระบบเศรษฐกิจเกิดภาวะฟองสบู่แตก  ธุรกิจจำนวนมากล้มลงในระยะเวลาอันสั้น  โดยภาพรวมของวิกฤติหลักเกิดขึ้นและคลี่คลายภายในช่วงเวลาประมาณครึ่งปี แม้จะมีผลกระทบต่อเนื่องในบางภาคส่วน

อย่างไรก็ตาม ในมิติสุขภาพจิตพบว่า “ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นทันที” จากข้อมูลติดตามอัตราการเสียชีวิตจากการทำร้ายตนเองในช่วงเวลานั้น  พบปีแรกของวิกฤติอัตราดังกล่าวไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัย  แต่กลับ “ค่อย ๆ” เพิ่มสูงขึ้นในช่วง 2–3 ปีถัดมา

มีข้ออธิบายปรากฏการณ์ดังกล่าวอาจเกิดจาก “ความเครียดสะสมระยะยาว” ที่ค่อย ๆ ทับถม  และอีกส่วนมาจากการเปรียบเทียบทางสังคม กล่าวคือเมื่อเวลาผ่านไป บางคนสามารถฟื้นตัวหรือกลับมาดำเนินชีวิตได้ปกติ  ขณะบางคนยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ ทำให้เกิดความรู้สึกกดดันและล้มเหลว  ส่งผลให้อัตราการทำร้ายตนเองเพิ่มขึ้นร้อยละ 5-10 ภายหลังวิกฤติ

ในส่วนของปัญหาสุขภาพจิตประเภทอื่น เช่น ภาวะซึมเศร้าหรือความเครียด ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง อาจยังไม่มีการเก็บข้อมูลที่ชัดเจนหรือเป็นระบบเท่าที่ควร

กรณี วิกฤติโควิด-19 (ปี 2562)  มีลักษณะแตกต่างออกไปชัดเจน  เนื่องจากเป็นทั้งวิกฤติ “ด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจ” ควบคู่กัน  มีการสูญเสียชีวิตจริง และสร้างความหวาดกลัวต่อการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตในวงกว้าง

ในช่วงการระบาด  มีข้อมูลระดับโลกที่สะท้อนว่า ความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าและความเครียด “เพิ่มขึ้น 3-5 เท่า” เมื่อเทียบกับภาวะปกติ ปัจจัยสำคัญไม่ได้มาจากเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง “ความกลัวต่อความตาย” การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เช่น การกักตัว ไม่สามารถออกจากบ้าน และความไม่แน่นอนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตของผู้คนจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่เรียกว่า ภาวะลองโควิด (Long COVID) ซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่าผู้ที่เคยติดเชื้อ อาจยังคงมีอาการหลงเหลือทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น อาการเหนื่อยล้า ความผิดปกติของระบบหายใจ อัตราการเต้นของหัวใจ รวมถึงอาการด้านสมองและอารมณ์ ซึ่งล้วนมีส่วนทำให้ปัญหาสุขภาพจิตเพิ่มขึ้นในระยะหลังการระบาด

สังเกต “หน้าตาความเครียด”

ความเครียดแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะตัว และเจ้าตัวมักเป็นคนที่สังเกตได้ดีที่สุดว่า “มีหน้าตาอย่างไร” แต่ภาพรวมความเครียดมักสะท้อนออกได้ 3 ด้านหลัก คือ

อารมณ์-จะเห็นการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างชัด เช่น วิตกกังวลมากขึ้น หงุดหงิดง่าย อารมณ์แปรปรวน หรือในบางรายแสดงออกในลักษณะเศร้า ท้อแท้ ซึ่งเป็นอารมณ์ที่พบได้ในช่วงเผชิญวิกฤติหรือแรงกดดันสูง

ความคิด-อาจพบกระบวนการคิดเปลี่ยนไป เช่น คิดช้าลง ฟุ้งซ่าน วิตกกังวลเกินไป หรือความคิดบิดเบือนไปจากความเป็นจริง ตีความสถานการณ์ในแง่ลบมากขึ้น ซึ่งล้วนเป็นสัญญาณของความเครียดที่เริ่มส่งผลต่อการรับรู้

พฤติกรรม-อาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น นอนไม่หลับ ปวดศีรษะหรือปวดท้องบ่อยขึ้น แยกตัวออกจากสังคม มีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้น หรือบางคนอาจหันไปพึ่งพาแอลกอฮอล์หรือสารเสพติด

จำนวนไม่น้อยอาจ “ไม่ทันรู้ตัว” เพราะไม่คุ้นเคยกับสำรวจความรู้สึกของตนเอง ไม่สามารถระบุได้ว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นคืออะไร การหมั่นสังเกตและตั้งคำถามกับตัวเอง เช่น ตอนนี้เรารู้สึกอะไร หรือสิ่งที่เกิดขึ้นต่างจากเดิมหรือไม่ จะช่วยให้เท่าทันอารมณ์มากขึ้น

เครียดแค่ไหน ต้อง “ทักแพทย์”

ดร.นพ.วรตม์  เผยว่า โดยหลักควรพิจารณาจากการที่ความเครียดเริ่มส่งผลกระทบต่อ “ศักยภาพ” ในการใช้ชีวิต หรือที่เรียกว่า ฟังก์ชัน (function) ของบุคคล  ยกตัวอย่าง ด้านการเรียนหรือการทำงาน หากพบประสิทธิภาพลดลงชัดเจน ทำงานหรือเรียนได้ไม่เหมือนเดิม

ด้านความสัมพันธ์ อาจมีพฤติกรรมแยกตัวไม่อยากพบปะผู้คน ปฏิเสธกิจกรรมสังคม หรือด้านการใช้ชีวิตประจำวัน  ไม่ดูแลตัวเอง ปล่อยปละละเลยความสะอาด หรือความเป็นอยู่  เหล่านี้สะท้อนฟังก์ชันการใช้ชีวิตเริ่มเสีย  เป็นสัญญาณสำคัญว่าควรเข้าพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากนี้ หากมีความคิดที่เป็นอันตราย เช่น ความคิดทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น ถือเป็นสัญญาณความเสี่ยงที่ควรรีบเข้ารับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว

“ในทางปฏิบัติไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงระดับที่ฟังก์ชันเสียชัดเจน หากบุคคลพยายามจัดการกับอารมณ์ ความคิด หรือพฤติกรรมของตนเองแล้วยังไม่ดีขึ้น หรือความเครียดยังคงเกิดขึ้นซ้ำ ๆ และส่งผลต่อชีวิต สามารถเข้าปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามในระยะยาว”.

 
ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน