สวัสดีวันหยุดในเดือนที่ร้อนสุดๆของปี พบกับข่าวสารยานยนต์กับ “อ้วนซ่า แอบซิ่ง” อีกเช่นเคย เมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมามีข่าวดีจากรัฐบาล ที่น่าจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้เร็วขึ้นนั่นก็คือ มาตรการ “รถเก่าแลกซื้อรถใหม่” โดยจะเชิญชวนให้ประชาชนหันมาใช้ รถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ไฮบริด เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า และแก้ปัญหามลพิษทางอากาศอย่างยั่งยืน

            นโยบายนี้ นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรางการคลัง ได้ระบุว่า จากวิกฤตพลังงานในขณะนี้ ชี้ให้เห็นว่าไทยมีความเปราะบางต่อความผันผวนในด้านราคาพลังงานโลกสูง และนโยบายนี้จะช่วยลดการพึ่งพากเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงจะสามารถช่วยลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงฝุ่น PM2.5 ที่เกิดจาก เครื่องยนต์ที่เสื่อมประสิทธิภาพในภาคขนส่งลงได้ ซึ่งรถเก่านี้ปัจจุบันยังมีใช้งานอยู่ในประเทศกว่า 2 ล้านคัน

            นโยบายนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำร่วมกับ ปลัดกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิต โดยจะเปิดกว้างให้กับ รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) รถไฮบริด (HEV) และปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รวมถึงจักรยานยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย โดยรถนั้นต้องเข้าเกณฑ์ 2 ประการคือ 1. ปล่อยคาร์บอนต่ำ และ 2. ต้องผลิตในประเทศเท่านั้น

            โดยกลไกการสนับสนุนนั้นมีด้วยกัน 2 ส่วนคือ

            1. เงินอุดหนุนส่วนลดราคา: รัฐจะเป็นผู้อุดหนุนผ่านค่ายรถยนต์ที่มีโรงงานประกอบรถยนต์ ที่เข้าโครงการ โดยบังคับว่าจะต้องนำไปเงินก้อนนี้ไปเป็น “ส่วนลดราคาขายรถยนต์ใหม่” ให้กับผู้ซื้อโดยตรง

            2. แพ็กเกจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan จากธนาคารออมสินมูลค่ากว่า 5 พันล้านบาท ที่ครอบคลุมทั้งสินเชื่อ โซลาร์เซลล์ และการเปลี่ยนรถใหม่ โดยกำหนดให้

            – ปล่อยเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท/ราย เป็นระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี

            – ธนาคารออมสินจะปล่อยกู้ให้กับสถาบันการเงิน ทั้งกลุ่ม ธนาคารพาณิชย์ และกลุ่ม Non-Banks ในอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.01% ต่อปี

            – สถาบันการเงินจะนำเงินไปปล่อยกู้ต่อประชาชนในอัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1-2 ไม่เกิน 3.5% ต่อปี และปีที่ 3-5 ไม่เกิน 5% (ขึ้นอยู่กับเงินดาวน์ และระยะเวลาผ่อน)

            ส่วนนโยบายการบริการจัดการ “รถเก่า” ที่รับแลกมานั้น กำลังศึกษาโมเดลของประเทศญี่ปุ่น และโมเดลที่สหรัฐอเมริกาเคยทำมาก่อนในยุคของ ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ที่มีอยู่โดยกำลังพิจารณาส่งออกซากรถ หรือรถเก่าไปยังประเทศปลายทางที่ยังมีความต้องการใช้งานต่อไป

            โครงการนี้จะมีการแบ่งออกเป็นหลายระยะ โดยระยะแรกจะเปิดให้ลงทะเบียนในลักษณะ “มาก่อนได้ก่อน” โดยจะมีโควตานำร่องอยู่ราว 1-2 หมื่นคัน โดยยังจะต้องรอความชัดเจน และการประกาศจากรัฐเพิ่มเติมอีก อาทิ

            1. เงินอุดหนุนนี้ จะอุดหนุนสูงสุดคันละเท่าใด เมื่อเทียบกับโครงการ EV3.0/3.5 ที่ให้การอุดหนุนราว 5 หมื่น ถึง 1 แสนบาทต่อคัน

            2. อายุของรถที่เข้าเกณฑ์นั้น กำหนดไว้ที่กี่ปี

            3. ระบบการจัดการรถเก่า ที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม ที่ต้องหาผู้รับผิดชอบในำการย่อยเป็นเศษเหล็กในกระบวนการ รีไซเคิล หรือถอดชิ้นส่วนที่ยังใช้ได้เพื่อใช้เป็นอะไหล่

            ในตัวอย่างของทางสหรัฐฯนั้น โครงการ “Cash for Clunker” (เอารถเก่ามาแลกเงินสด) ที่ผู้นำรถเก่ามาแลกจะได้เงินราว 3,500-4,500 ดอลลาร์ หรือราว 128,000-164,000 บาท เพื่อนำไปซื้อรถประหยัดพลังงาน ซึ่งโครงการประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 677,000 คัน สามารถปิดโครงการได้ในเวลาเพียง 2 เดือนเพราะงบประมาณหมด!

            แน่นอนว่าการเปลี่ยนรถเก่าเป็นรถใหม่นั้น มีข้อดีหลายประการอาทิ ความคุ้มครองด้านการประกันคุณภาพที่รถเก่าไม่มีเหลืออยู่แล้ว และรอคอยการซ่อมบำรุงชุดใหญ่ รวมถึงประกันอุบัติเหตุแบบครอบคลุมทั้งหมด หรือชั้น 1 ก็ไม่อยากรับแล้ว และเมื่อนำไปขาย ไฟแนนซ์ก็ไม่อยากจะรับอีกด้วย จึงต้องหาผู้ซื้อที่พร้อมจะจ่ายเป็นเงินสด นอกจากนั้นรถเก่าโดยเฉพาะรถดีเซลรุ่นเก่าเป็นรถที่ก่อมลพิษสูงในอนาคตอาจจะเกิดข้อจำกัดในการถูกเก็บภาษีเพิ่มเติม หรือกระทั่งถูกจำกัดพื้นที่ใช้งานอีกด้วย

            เรียกได้ว่าเป็นนโยบายที่ดี ที่ต้องจับตามองเลยทีเดียว!