นาย สรุจ ทิพเสนา ผู้จัดการประจำ ประเทศไทย ของ Google Cloud ประเทศไทย เปิดเผยว่า องค์กรในวันนี้ไม่ใช่แค่การทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพียงอย่างเดียว แต่คือการนำ AI มาใช้แก้ปัญหาทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริงภายในองค์กร และสามารถต่อยอดสู่การใช้งานระดับโครงสร้างได้อย่างเป็นรูปธรรม ความสำเร็จในยุค AI ไม่ได้วัดจากการมี AI อยู่ในบางส่วนขององค์กร แต่ต้องสามารถเชื่อมโยง AI เข้ากับกระบวนการทำงานหลัก เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้อย่างชัดเจน โดย กูเกิล ประเมินว่า หากประเทศไทย มีการนำ เอไอไปใช้ไดเอย่างเหมาะสม จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มกับเศรษฐกิจได้กว่า 1.4 ล้านล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า
เมื่อองค์กรเปลี่ยนผ่านจากขั้นทดลองใช้งาน AI หรือช่วง Pilots ไปสู่การใช้งานจริงในระดับองค์กร การบริหารต้นทุนและความสามารถในการคาดการณ์ค่าใช้จ่ายของ AI Workload ที่มีความซับซ้อน จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ ทั้งนี้ Google Cloud จึงเข้ามาแก้ปัญหานี้โดยตรง โดยการมอบทั้งทางเลือกและการควบคุม ให้กับองค์กรในการบริหารจัดการ Tokenomics อย่างมีประสิทธิภาพ

นาย สรุจ กล่าวต่อว่า Google Cloud นำเสนอ AI Stack แบบครบวงจร พร้อมแพลตฟอร์ม Gemini Enterprise ที่ช่วยลดความซับซ้อนจากการเชื่อมต่อระบบที่กระจัดกระจาย (Integration Tax) ทำให้องค์กรขนาดใหญ่ในประเทศไทยสามารถยกระดับระบบเดิม (Legacy Infrastructure) จัดการต้นทุนการใช้งาน AI หรือ Tokenomics ได้อย่างแม่นยำ และขยายการใช้งาน AI Agent จากการทดลองสู่การใช้งานจริงในระดับองค์กรได้อย่างปลอดภัย พร้อมสร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่เป็นรูปธรรม
เมื่อองค์กรนำ AI Agent แบบอัตโนมัติมาใช้งานในกระบวนการดำเนินงานหลักของธุรกิจมากขึ้น การสร้างความมั่นคงปลอดภัยสำหรับองค์กรในยุค Agentic AI จำเป็นต้องก้าวข้ามแนวทางการแก้ไขช่องโหว่เมื่อเกิดปัญหา ไปสู่ระบบป้องกันภัยคุกคามที่ทำงานได้อย่างต่อเนื่องและขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติ
Google Cloud ได้ประกาศเปิดตัว Google AI Threat Defense ระบบรักษาความปลอดภัยแบบอัตโนมัติที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถตรวจสอบ เฝ้าระวัง และหยุดยั้งภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้อย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจ โดยการผสานพลังระหว่าง การจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยงตามบริบท (Contextual Risk Prioritization) ของ Wiz, ความสามารถในการแก้ไขโค้ดของ CodeMender, ความอัจฉริยะของ Gemini และความเชี่ยวชาญหน้างานของ Mandiant ทำให้ Google Cloud สามารถส่งมอบโครงสร้างที่จำเป็นต่อการรับมือกับความเร็วของฝ่ายโจมตี (Adversary)

นอกจากนี้ AI Threat Defense ยังใช้งานโมเดลที่หลากหลายผ่าน Gemini Enterprise Agent Platform เพื่อช่วยให้องค์กรค้นพบช่องโหว่ได้ครอบคลุมที่สุด ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุน ช่วยให้สามารถสแกน แก้ไข และบำรุงรักษาสินทรัพย์ซอฟต์แวร์ได้อย่างต่อเนื่อง
นายสตีฟ เลดเซียน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี ของ Google Cloud Security และ Mandiant ประจำประเทศญี่ปุ่นและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า AI ได้ปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ของภัยคุกคาม (Threat Landscape) ไปอย่างสิ้นเชิง การโจมตีที่เคยใช้เวลาหลายสัปดาห์ในอดีต ตอนนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาทีหรือชั่วโมง เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่หลากหลายนี้ องค์กรต้องการมากกว่าแค่โมเดลหรือ Agent ตัวเดียว แต่จำเป็นต้องใช้กลุ่มโมเดลเพื่อตรวจสอบหลายรอบ (Multiple Passes) และโซลูชันที่สามารถวิเคราะห์ระบบ จัดลำดับความสำคัญของภัยคุกคามที่ร้ายแรงที่สุด อุดช่องโหว่ได้อย่างรวดเร็ว และเฝ้าระวังการโจมตีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง



