จากสินค้าทะเลขึ้นชื่อของไทย วันนี้ “หอยแครงคลองโคน” กำลังเผชิญมรสุมลูกใหม่ หลังชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งควบคุมการนำเข้าหอยจากต่างประเทศ หลังพบว่าหอยแครงนำเข้าทะลักเข้าสู่ตลาด ส่งผลให้ราคาหอยไทยตกต่ำ ขณะที่ผู้เลี้ยงต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นต่อเนื่อง
ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของราคาหอยตก แต่กำลังสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมหอยแครงไทย ที่อาจนำไปสู่การสูญเสียฐานการผลิตสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของประเทศในอนาคต
ตำบลคลองโคน จังหวัดสมุทรสงคราม ถือเป็นหนึ่งในแหล่งเพาะเลี้ยงหอยแครงที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย และในอดีตไทยเคยมีศักยภาพในการส่งออกหอยแครงไปต่างประเทศ แต่ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาสิ่งแวดล้อม น้ำเสีย การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณหอยแครงไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง จนผู้เลี้ยงจำนวนมากต้องหันไปพึ่งพาลูกพันธุ์หอยจากต่างประเทศแทน
ปัจจุบันลูกพันธุ์หอยที่ใช้ในพื้นที่คลองโคนจำนวนไม่น้อยมาจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา และมาเลเซีย ขณะที่บางช่วงยังมีการนำเข้าจากอินเดียด้วย เนื่องจากสามารถจัดหาปริมาณได้ครั้งละมาก ๆ แม้อัตราการรอดจะไม่สูงนักก็ตาม
ข้อมูลในอดีตพบว่า ไทยเคยนำเข้าหอยแครงมีชีวิตจากอินเดียมากกว่า 1.4 ล้านกิโลกรัม มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ขณะที่ปัจจุบันยังมีการนำเข้าลูกพันธุ์หอยอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผลผลิตในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด
แม้การนำเข้าจะช่วยเติมเต็มปริมาณสินค้าในตลาด แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกลับตกอยู่กับเกษตรกรไทยโดยตรง เมื่อหอยจากต่างประเทศเข้ามาในราคาที่ต่ำกว่า พ่อค้าและผู้รวบรวมสินค้าสามารถใช้เป็นเครื่องมือต่อรองราคา ส่งผลให้ราคาหอยไทยหน้าฟาร์มลดลงทันที ขณะที่ราคาขายปลีกในตลาดกลับไม่ได้ลดลงมากนัก
สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคอาจไม่ได้เป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด แต่ผู้ที่ต้องแบกรับผลกระทบกลับเป็นเกษตรกรผู้ผลิตต้นน้ำ
การเลี้ยงหอยแครงในพื้นที่คลองโคนพบว่า ผู้เลี้ยงต้องลงทุนตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลายล้านบาทต่อรอบการผลิต ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่และรูปแบบการเลี้ยง โดยต้นทุนบางพื้นที่สูงถึงกว่า 7 ล้านบาทต่อรอบ ขณะที่ต้นทุนต่อไร่อาจสูงเกือบ 60,000 บาท และต้องใช้เวลานานเกือบ 1 ปีจึงจะเก็บผลผลิตได้
หากราคาหอยถูกกดต่ำลงต่อเนื่อง ย่อมทำให้ผู้เลี้ยงจำนวนมากขาดสภาพคล่อง และอาจต้องเลิกอาชีพในที่สุด
สิ่งที่ชาวบ้านกังวลไม่แพ้เรื่องราคาคือ ความเสี่ยงจากโรคสัตว์น้ำและผลกระทบต่อระบบนิเวศ ที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยเผชิญปัญหาการระบาดของโรคในสัตว์น้ำหลายชนิด ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการเคลื่อนย้ายพันธุ์สัตว์น้ำข้ามพื้นที่และข้ามประเทศ
หากการนำเข้าหอยไม่มีมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวด อาจเกิดความเสี่ยงต่อการนำเชื้อโรคหรือสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นเข้าสู่ระบบนิเวศชายฝั่งไทย ซึ่งอาจสร้างความเสียหายมากกว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจที่ได้รับจากการนำเข้า
ปัญหาหอยแครงในวันนี้ อาจกำลังเดินซ้ำรอยสินค้าการเกษตรหลายชนิดที่เคยประสบปัญหาการแข่งขันจากสินค้านำเข้าราคาถูก
หากปล่อยให้เกษตรกรเลิกอาชีพเพาะเลี้ยงหอยแครงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศไทยอาจต้องพึ่งพาการนำเข้าหอยจากต่างประเทศมากขึ้นในอนาคต
คำถามสำคัญคือ ประเทศไทยจะยอมสูญเสียอุตสาหกรรมหอยแครงที่สร้างรายได้ให้ชุมชนชายฝั่งมานานหลายสิบปีหรือไม่
ข้อเรียกร้องของชาวคลองโคนไม่ได้ต้องการปิดกั้นการค้า แต่ต้องการให้รัฐเข้ามาบริหารจัดการอย่างเป็นธรรม ทั้งการตรวจสอบปริมาณการนำเข้า การควบคุมมาตรฐานด้านสุขอนามัย การติดตามผลกระทบต่อราคาในประเทศ และการส่งเสริมการฟื้นฟูพันธุ์หอยท้องถิ่น
เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่มีมาตรการรองรับ วันหนึ่ง “หอยคลองโคน” อาจเหลือเพียงชื่อในความทรงจำ และประเทศไทยอาจต้องพึ่งพาหอยจากต่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ
เมื่อถึงวันนั้น ต้นทุนที่ประเทศต้องจ่าย อาจสูงกว่าหอยราคาถูกในวันนี้หลายเท่านัก…และอาจสายเกินไปที่จะฟื้นอาชีพของชาวประมงชายฝั่งกลับคืนมาอีกครั้ง.



