องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development หรือ TBCSD) เกิดจากการรวมตัวกันขององค์กรภาคธุรกิจไทย ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute หรือ TEI)  สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) หรือ BEDO ร่วมกันจัดงานสัมมนาเรื่อง  “Triple Planetary Crisis” เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสสร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน ขึ้น ณ โรงแรมอัศวิน  แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 

ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ได้กล่าว กล่าวว่า “วิกฤตโลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมลภาวะสิ่งแวดล้อม กำลังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจต้องปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับข้อจำกัดของทรัพยากรธรรมชาติ BEDO พร้อมทำหน้าที่เชื่อมโยงทรัพยากรชีวภาพ ชุมชน และภาคธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่า ทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ฐานทรัพยากรของประเทศ


วิกฤตความหลากหลาย ทางชีวภาพกำลังเปลี่ยนจากประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและธุรกิจโดยตรง แนวโน้มระดับโลกเริ่มมีการผลักดันนโยบายและกฎหมายด้านความหลากหลาย ทางชีวภาพอย่างจริงจัง ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและยกระดับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทใหม่ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ กล่าว

ด้านปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บรรยายพิเศษ เรื่อง “Triple Planetary Crisis: ทิศทางนโยบายและบทบาท ของประเทศไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ว่า “ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ อันได้แก่ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหามลภาวะสิ่งแวดล้อม ได้กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยต้องอาศัยการแก้ไขปัญหา อย่างบูรณาการและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ 

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ของประเทศไทย ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และ มลพิษ (Pollution) ซึ่งปัญหาหลักทั้ง 3 ประการนี้ล้วนมีความเชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบ ซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยปราศจากการพิจารณาเชิงระบบไม่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้  ทุกภาคส่วนจึงต้องบูรณาการมาตรการเพื่อรับมือกับวิกฤตทั้งสามพร้อมกันอย่างเป็นระบบ โดยประเด็นด้านความหลากหลายทางชีวภาพได้เป็นประเด็นที่ TBCSD นำมาหารือกับองค์กรสมาชิกเพื่อร่วมขับเคลื่อนประเด็นธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ “ความหลากหลายทางชีวภาพ”  นับว่าเป็น “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ” ที่มีความสำคัญอย่างมากและต้องได้รับการดูแล ฟื้นฟู อนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน 

มุมของภาคธุรกิจ องค์กรภาคธุรกิจไทยควรที่จะต้องเริ่มนำแนวคิดเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปผนวกอยู่ในแผนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมอันเป็นกุญแจสำคัญสู่ระบบนิเวศที่ยั่งยืน เพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการแข่งขันในอนาคต ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการรูปแบบใหม่ ๆ รวมถึง การเข้าถึงกลไกการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ อีกด้วย  

 
ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า “ปัจจุบันประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมโลก 3 ประการ  ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกันในทุกมิติจนกลายมาเป็นความท้าทายในการหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ได้แก่ ปัญหามลพิษทางอากาศจาก PM2.5 อย่างไรก็ดี การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นความท้าทายในยุคโลกรวนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุก ภาคส่วนในการบูรณาการจัดการแก้ไขปัญหาในทุกมิติตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปจนถึงระดับการปฎิบัติการในเชิงพื้นที่ อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึง ปัญหามลพิษขยะและขยะพลาสติก โดยปัจจุบันภาคธุรกิจไทยได้มีการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วนในการร่วมแก้ไขปัญหาขยะและการจัดการขยะพลาสติกทั้งในเชิงระดับนโยบายและการปฏิบัติในพื้นที่ เพื่อสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน