เมื่อวันที่ 25 เม.ย. นายธนพร ศรียากูล นักรัฐศาสตร์ ให้ความเห็นกรณีรัฐบาลอยู่ระหว่างพิจารณาออก พ.ร.ก.กู้เงินวงเงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤติพลังงานโลก ว่า สถานการณ์ของประเทศในช่วงเวลานี้ ต้องยอมรับร่วมกันว่าเป็น “วิกฤติที่หนักกว่าโควิด” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะแม้โควิดจะกระทบเศรษฐกิจจนกิจกรรมหยุดชะงัก แต่ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่รัฐสามารถควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการสาธารณสุข การกักกันโรค หรือการบริหารจัดการภายในประเทศ แต่ “วิกฤติพลังงาน” โดยเฉพาะราคาน้ำมันนั้น ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะเป็นปัจจัยที่ไทยไม่สามารถควบคุมได้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐกับอิหร่านยังไม่คลี่คลาย และหากช่องแคบฮอร์มูซยังมีความเสี่ยง ราคาน้ำมันก็ไม่มีทางลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แนวคิดที่ว่าจะกลับไปอยู่ระดับ 30 บาทต่อลิตรจึงแทบเป็นไปไม่ได้

นายธนพร กล่าวต่อว่า ยิ่งไปกว่านั้น แม้จะมีการหยุดยิง แต่อุตสาหกรรมน้ำมันไม่ได้ฟื้นตัวทันที แหล่งผลิตที่ถูกปิดจากสงครามต้องใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะกลับมาเดินระบบได้ ไม่ใช่เปิดใช้งานได้ทันที ดังนั้น ราคาน้ำมันดีเซลซึ่งเป็นต้นทุนหลักของเศรษฐกิจ มีแนวโน้มจะทรงตัวในระดับสูง เช่น 40 บาทต่อลิตร ไปอีกระยะยาว

นายธนพร กล่าวต่อว่า เมื่อมองกลับมาที่ฐานะการคลังของประเทศ จะพบว่ามีข้อจำกัดชัดเจน งบประมาณปี 2570 อยู่ที่ประมาณ 3.78 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเพียง 0.2% เท่านั้น สะท้อนว่า “พื้นที่ทางการคลัง” มีจำกัด แม้โดยภาพรวมยังถือว่ามีเสถียรภาพ ซึ่งได้รับการยืนยันจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก เช่น S&P, Moody’s และ Fitch อย่างไรก็ตาม หากเกิดวิกฤติรุนแรงต่อเนื่อง งบประมาณที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยย่อมไม่เพียงพอสำหรับการเยียวยาประชาชน ทั้งภาคขนส่ง เกษตรกร หรือผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น

นายธนพร กล่าวต่อว่า ในบริบทเช่นนี้ การออก พ.ร.ก.กู้เงินใน “กรอบวงเงิน” 5 แสนล้านบาท จึงเป็นเพียงการตั้งเพดาน “สูงสุด” ที่สามารถกู้ได้ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องกู้เต็มจำนวน รัฐบาลยังสามารถกู้ต่ำกว่านั้นได้ตามความจำเป็น และใช้เงินอย่าง “ตรงเป้า แม่นยำ” นอกจากนี้ การบริหารหนี้สาธารณะยังเป็นไปตามหลักวิชาการ โดยต้องคำนวณสุทธิจาก “หนี้ใหม่ลบหนี้เก่า” ที่ทยอยชำระ ไม่ใช่มองเฉพาะตัวเลขกู้ใหม่เพียงด้านเดียว ขณะที่ระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP แม้อาจขยับขึ้นจากประมาณ 70% แต่ยังอยู่ในกรอบที่นักลงทุนยอมรับได้

นายธนพร กล่าวต่อไปว่า หากย้อนดูในอดีต ทุกวิกฤติใหญ่ รัฐบาลไทยล้วนใช้เครื่องมือ “การกู้เงิน” เพื่อพยุงเศรษฐกิจ เช่น รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก็เคยกู้ ยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และนายกรณ์ จาติกวณิช เป็น รมว.คลัง ก็มีการกู้ ยุคนายชวน หลีกภัย ก็กู้ ย้อนไปช่วงโควิดก็มีการกู้รวมกว่า 1.9 ล้านล้านบาท เพื่อดูแลประชาชนและระบบเศรษฐกิจ

“ในภาวะวิกฤติ รัฐบาลมีหน้าที่ต้องเข้าไปพยุงประชาชน หากไม่ดำเนินการใดๆ ผลกระทบจะลุกลามเป็นวงกว้าง ทั้งต้นทุนขนส่ง ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชน” นายธนพร กล่าว

นายธนพร กล่าวต่อว่า ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ “จะกู้หรือไม่กู้” แต่คือ “กู้เพื่ออะไร และใช้เงินอย่างไร” เพราะในภาวะวิกฤติ หน้าที่ของรัฐคือการรักษาความอยู่รอดของประชาชนเป็นลำดับแรก ต้องยอมรับว่าวิกฤติพลังงานครั้งนี้ยังไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด การเตรียมเครื่องมือทางการคลังไว้ล่วงหน้า จึงเป็นเรื่องจำเป็น เพื่อให้รัฐสามารถตอบสนองได้อย่างทันท่วงที ไม่ใช่รอให้ปัญหาเกิดขึ้นแล้วค่อยแก้ไขในภายหลัง

“ที่สุดแล้ว ฝ่ายค้านขอให้พิจารณาประเด็นดังกล่าวบนพื้นฐานของความจำเป็นของประเทศ มากกว่าการเมือง ควรมองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก เพราะหากประชาชนอยู่ไม่ได้ เศรษฐกิจก็เดินต่อไม่ได้เช่นกัน” นายธนพร กล่าว.