เมื่อวันที่ 26 เม.ย. พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 เปิดเผยที่ จ.สุราษฎร์ธานี ในโอกาสนำคณะสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มภาคใต้ตอนบน ลงพื้นที่ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชน ในพื้นที่ อ.เกาะสมุย และ อ.เกาะพะงัน เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนและปัญหาในพื้นที่
พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนใน อ.เกาะสมุย และเกาะพะงัน เกี่ยวกับความกังวลต่อการบังคับใช้กฎหมาย พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ในกรณีการก่อสร้างที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย รวมถึงปัญหาการประกอบธุรกิจของชาวต่างด้าวในลักษณะใช้ตัวแทนอำพราง (นอมินี) ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญ
ทั้งนี้ ตนเคยมีส่วนร่วมในการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในช่วงหลังรัฐบาล คสช. โดยได้รับมอบหมายให้แก้ไขทั้งปัญหาการก่อสร้างที่ไม่ถูกต้อง และการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้

พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า ขณะดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 (ผอ.รมน.ภาค 4) ได้ใช้อำนาจเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องมานานเกือบ 10 ปี จนสามารถคลี่คลายปัญหาได้ในระดับหนึ่ง แต่ในช่วงหลังเกิดช่องว่างของการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้ปัญหากลับมาเกิดขึ้นอีก โดยยังพบสิ่งปลูกสร้างผิดกฎหมาย การบุกรุกที่ดินสาธารณะ พื้นที่ป่าไม้ และการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ
“อีกปัญหาสำคัญที่ประชาชนในพื้นที่มีความกังวล คือ การที่ชาวต่างชาติบางส่วนเข้ามาท่องเที่ยวและอาศัยช่องว่างทางกฎหมายในการประกอบธุรกิจ รวมถึงถือครองที่ดิน ซึ่งถือเป็นภัยต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ” พล.อ.เกรียงไกร กล่าว
พล.อ.เกรียงไกร กล่าวเพิ่มเติมว่า โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวบางกลุ่ม เช่น ชาวอิสราเอล ที่มีรายงานว่าเข้ามาในพื้นที่เกาะสมุย เกาะพะงัน และ จ.ภูเก็ต และมีพฤติกรรมถือครองอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบธุรกิจให้บริการนักท่องเที่ยวชาติเดียวกัน มีสถานที่ทางศาสนา และมีการรวมกลุ่มในลักษณะชุมชน ส่งผลกระทบต่อประชาชนและนักท่องเที่ยวรายอื่น
“เรื่องนี้ทำให้สุจริตชนได้รับความเดือดร้อน” พล.อ.เกรียงไกร กล่าว

พล.อ.เกรียงไกรยังกล่าวอีกว่า จะนำข้อเสนอและปัญหาดังกล่าวเข้าสู่กลไกรัฐสภา ทั้งการหารือ การยื่นญัตติ และการตั้งกระทู้ถาม เพื่อให้รัฐบาลและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องรับทราบและเร่งแก้ไข พร้อมเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ทั้งด้านกฎหมายและผลกระทบ เพื่อให้ สว. ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติสามารถสะท้อนปัญหากลับไปยังสภาผู้แทนราษฎร เพื่อหาทางแก้ไขต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ช่วงปลายปี 2568 ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี เคยมีกระแสต่อต้านชาวอิสราเอลในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างรุนแรง จนจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีคำสั่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดของบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาประกอบกิจการหรือดำเนินกิจกรรมผิดกฎหมาย โดยบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบและจับกุม พร้อมเพิกถอนวีซ่าผู้กระทำผิด
ทั้งนี้ ล่าสุด พล.ต.ท.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) ได้เข้าร่วมประชุมกับคณะทำงานเพื่อติดตามความคืบหน้า โดยสรุปผลการดำเนินงานตั้งแต่ 1 ต.ค. 2568–21 เม.ย. 2569 พบการจับกุมรวม 620 คดี ส่วนใหญ่เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (นอมินี) การถือครองที่ดิน และธุรกิจโรงแรม วิลล่า และการท่องเที่ยว รวม 18 คดี และมีการเพิกถอนวีซ่าแล้ว 7 ราย



