เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. และนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว. รวมถึง สว.อิสระ แถลงข่าวการเริ่มลงชื่อตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เพื่อขอให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
น.ส.นันทนา กล่าวว่า หากย้อนกลับไปในคดีต่าง ๆ ที่อยู่ในมือของ ป.ป.ช. ทั้งกรณีแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน ป.ป.ช. ก็เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นจริง เช่นเดียวกับคดีของนายอิทธิพล คุณปลื้ม อดีต รมว.วัฒนธรรม จนหมดอายุความ คดีสินบนสวนปาล์มอินโดนีเซีย ไม่มีความผิด กรณี ป.ป.ช. 3 คน พัวพันสินบนทองคำ 246 ล้านบาท ไม่ทราบว่าคดีไปถึงไหน
ล่าสุดคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าซุกหุ้น แต่ ป.ป.ช. เชื่อว่าเจตนาดี ไม่มีความผิด นี่คือตัวอย่างผลงานของ ป.ป.ช. ที่น่าจะเป็นผลให้ดัชนี การรับรู้การทุจริตหรือ CPI ของไทยตกต่ำลงทุกปี ล่าสุดได้ 33 คะแนน จาก 100 คะแนน อยู่ในลำดับที่ 116 จาก 180 ประเทศ และจะตกต่ำไปกว่านี้อีกหรือไม่ ถ้า ป.ป.ช. เชื่อนักการเมืองได้ง่ายขนาดนี้ ซึ่งตรงกันข้ามกับคดี 44 สส. ที่ ป.ป.ช. ดำเนินการอย่างรวดเร็ว และยื่นคำร้องที่ล้อไปกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
กลุ่ม สว.อิสระ จึงรวมตัวกันเพื่อจะสนับสนุนคำร้องของฝ่าย สส. ตามมาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ 2560 โดยต้องมี สส. และ สว. รวมกัน 1 ใน 5 หรือ 140 รายชื่อ ยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ให้นำส่งไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะไต่สวนอิสระตรวจสอบการทำงานของ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน นี่คือช่องทางเล็ก ๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเปิดให้ฝ่ายนิติบัญญัติตรวจสอบ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระองค์กรเดียว จึงหวังว่าประธานรัฐสภาจะไม่ดึงเช็ง ดึงเรื่อง แล้วใช้ดุลพินิจในการไม่ส่งเรื่อง
หวังว่าประธานรัฐสภา จะรีบนำคำร้องนี้ ไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตรวจสอบ ป.ป.ช. ให้โปร่งใสชัดเจน หากเราช่วยกันทำกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลเกิดขึ้นจริง จะช่วยให้ ป.ป.ช. เป็นองค์กรอิสระที่ตรวจสอบนักการเมืองอย่างตรงไปตรงมา และเชื่อว่าดัชนี CPI ปีหน้าจะยกระดับขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักลงทุน
น.ส.นันทนา ยังกล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เปิดโอกาสให้ประธานสภาใช้ดุลพินิจส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาหรือไม่ ซึ่งพรรคประชาชนได้ยื่นเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนการใช้ดุลพินิจของประธานรัฐสภาแล้ว และขณะนี้เราไม่สามารถยื่นแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญได้ทั้งฉบับ ดังนั้น การแก้รายมาตราจะเป็นทางออกของประเทศ จึงเรียกร้อง ประธานรัฐสภาให้รีบบรรจุการแก้รัฐธรรมนูญ และเรียกประชุมรัฐสภา เพื่อเราจะได้เดินหน้าตรวจสอบองค์กรอิสระ แม้จะเป็นช่องทางเล็กน้อย แต่ดีกว่าถูกปิดกั้น
ด้าน นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ กล่าวว่า การใช้อำนาจเข้าชื่อ 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกรัฐสภา เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่ประธานรัฐสภา ต้องเปิดทางให้มีการตรวจสอบ ดังนั้นอยากฝากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาอย่าไปดึงเวลา ไม่ใช่พอมีคนลงนามแล้ว ก็ไปตรวจสอบลายเซ็น ตรวจแล้วตรวจอีก เหมือนอย่างที่ท่านประธานวุฒิสภาให้ตรวจสอบรายชื่อ จนมีการล็อบบี้ให้ตกไปในคดี ฮั้ว สว. นี่เป็นโอกาสที่จะสร้างชื่อเสียงให้กับนายโสภณ อย่าไปฟังพวกอำนาจมืดต่างๆ ที่ผ่านสีน้ำเงินคอนเนกชั่นหรือบุรีรัมย์คอนเนกชั่น ถ้ากระบวนการครั้งนี้ตกไป จะส่งผลร้ายแรงมากต่อระบบการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ดำเนินการ ตนจะไม่ยอมหยุด จะยื่นตรวจสอบการดำเนินงานของประธานรัฐสภาต่อไปด้วย



