นายดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด(ปณท) เปิดเผยว่า จากรายงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดการณ์ว่าปริมาณผลผลิตผลไม้ในปี 69 มีแนวโน้มพุ่งสูงถึง 6.91 ล้านตัน ซึ่งพิ่มขึ้นกว่า5.8 % จากปีที่ผ่านมา อาจส่งผลให้เกษตรกรต้องเผชิญภาวะผลไม้ล้นตลาดและราคาผลผลิตตกต่ำ ไปรษณีย์ไทยจึงได้เตรียมมาตรการเพื่อรองรับฤดูกาลดังกล่าว โดยใช้เครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศเป็นกลไกหลักในการรองรับการกระจายผลไม้จากแหล่งผลิตไปยังผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ผ่านบริการ “อีเอ็มเอส ส่งด่วนผลไม้” เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการให้สามารถกระจายผลผลิตคุณภาพไปสู่ผู้บริโภคและตลาดปลายทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดนเฉพาะทุเรียนเป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของไทย ซึ่งข้อมูลจากศูนย์สารสนเทศการเกษตร (ศสก.) คาดการณ์ว่าในปี 69 จะมีผลผลิตทุเรียนรวมประมาณ 1.78 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 68 ซึ่งมีผลผลิตรวม 1.68 ล้านตัน จากแนวโน้มปริมาณผลผลิตทุเรียนที่เพิ่มขึ้น ทำให้การบริหารจัดการและกระจายสินค้าอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่พื้นที่ภาคตะวันออกเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลทุเรียน ซึ่งในปีที่ผ่านมาไปรษณีย์ไทยมีปริมาณการฝากส่งทุเรียนแตะ 8 แสนกล่อง โดยจังหวัดที่มีปริมาณการส่งทุเรียนผ่านไปรษณีย์ไทยสูงสุด 3 อันดับแรกในปี 2568 ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี ระยอง และตราด ตามลำดับ

นายดนันท์ กล่าวต่อว่า ฤดูกาลผลไม้นี้ไปรษณีย์ไทยชูบริการ ‘อีเอ็มเอส ส่งด่วนผลไม้’ เพื่อเป็นกลไกหลักในการขนส่งทุเรียนคุณภาพสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ รองรับผลผลิตจำนวนมากที่จะออกสู่ตลาดในช่วงเวลาเดียวกัน ให้บริการครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่เกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียน กลุ่มล้งหรือผู้รวบรวมผลผลิต ไปจนถึงผู้ค้าออนไลน์รายย่อย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทุเรียนไทยในตลาดได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ไปรษณีย์ไทยยังเป็นช่องทางในการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรคุณภาพสูงผ่านแพลตฟอร์ม ไทยแลนด์โพสต์มาร์ท ซึ่งสามารถช่วยกระจายสินค้าเกษตรสดใหม่จากสวน ส่งตรงถึงมือผู้บริโภคโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง นอกจากนี้ ยังมีโปรโมชันพิเศษเพื่อสนับสนุนเกษตรกร อาทิ ส่วนลดค่าบริการ อีเอ็มเอสส่งด่วนผลไม้สูงสุด 20% สำหรับสมาชิกโพสต์ แฟมิลี่ ฯลฯ
“สำหรับฤดูกาลผลไม้นี้ไปรษณีย์ไทยชูบริการ ‘อีเอ็มเอส ส่งด่วนผลไม้’ เพื่อเป็นกลไกหลักในการขนส่งทุเรียนคุณภาพสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ เพื่อรองรับผลผลิตจำนวนมากที่จะออกสู่ตลาดในช่วงเวลาเดียวกัน ให้บริการครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่เกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียน กลุ่มล้งหรือผู้รวบรวมผลผลิต ไปจนถึงผู้ค้าออนไลน์รายย่อย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทุเรียนไทยในตลาดได้อย่างยั่งยืน”

นอกจากนี่ ไปรษณีย์ไทย ยังคร่วมมือกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ ขยายเวลาอัตราค่าบริการพิเศษสำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดยมีผลตั้งแต่ วันที่ 28 มิ.ย. 69 ข่วยขยายโอกาสทางการตลาดให้เกษตรกรไทย ด้วยค่าส่งราคาพิเศษสำหรับเกษตรกร/องค์กรเกษตรที่ขึ้นทะเบียนกับสภาเกษตรกรแห่งชาติ เริ่มต้น 3 กิโลกรัมแรก 45 บาท ช่วยลดต้นทุนค่าขนส่ง ข้อจำกัดเรื่องพ่อค้าคนกลางและปัญหาผลผลิตล้นตลาด อีกทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคในการเข้าถึงสินค้าสดใหม่คุณภาพดี ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งถือเป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างแข็งแรงและยั่งยืน

นายนัยฤทธิ์ จำเล ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบัน เกษตรกรไทยเผชิญปัญหาผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกษตรกรผู้ปลูกผักและผลไม้ อย่างเช่น ลำไย มังคุด ลองกอง มะพร้าวน้ำหอม มะม่วง เงาะ สับปะรด ทุเรียน ข้าว หอมหัวใหญ่ กระเทียม ที่ออกมาพร้อมกัน ส่งผลให้เกิดภาวะล้นตลาด และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ประกอบกับต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น ทั้งด้านพลังงานและค่าขนส่งทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้เพื่อลดภาระ กระจายสินค้า สร้างรายได้ สร้างโอกาสแห่งการเปลี่ยนแปลงให้แก่พี่น้องเกษตรกร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือภาคการขนส่งสินค้าเกษตรที่ต้องการความรวดเร็วในการรักษาคุณภาพผลิตผลจากแปลงเกษตรไปถึงมือผู้บริโภคได้โดยตรงและรวดเร็ว ด้วยความร่วมมือกันครั้งนี้ระหว่าง สกช.และไปรษณีย์ไทย ถือเป็นการลงนามฉบับที่ 3 สานต่อความร่วมมือร่วมใจกันเพื่อเป้าหมายในการนำศักยภาพการขนส่งของไปรษณีย์ไทย มาเป็นกลไกสำคัญในการกระจายสินค้าของพี่น้องเกษตรกร



