สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 29 เม.ย. ว่า เดอะ วอชิงตัน โพสต์ เผยแพร่บทสัมภาษณ์พิเศษของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศของไทย มีเนื้อหาตอนหนึ่งว่า สถานการณ์สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเส้นทางการเดินเรือทั่วโลก เนื่องจากมีการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเรื่องที่สร้างความวิตกกังวลให้กับไทย
แรงกระเพื่อมจากความขัดแย้งดังกล่าว โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของเส้นทางขนส่งพลังงานและการค้าระหว่างประเทศ ทำให้ต้นทุนด้านพลังงานและค่าขนส่งของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น ขณะเดียวกัน ภาคการส่งออกซึ่งเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจไทยก็ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ทั้งในด้านอุปสงค์โลกและบรรยากาศทางการค้า
The Trump administration has not offered any direct help to Thailand, a long-standing U.S. treaty ally, as it struggles with wide-ranging economic damage from the American-Israeli war against Iran, Thailand’s foreign minister told The Post. https://t.co/T8cCMCs2cl
— The Washington Post (@washingtonpost) April 28, 2026
ในบริบทนี้ นายสีหศักดิ์มองว่า การที่รัฐบาลวอชิงตันไม่ได้เข้ามามีบทบาทสนับสนุนหรือบรรเทาผลกระทบต่อไทยอย่างชัดเจน กลายเป็น “ช่องว่างทางยุทธศาสตร์” ที่กำลังเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ซึ่งเดิมมีสถานะเป็นพันธมิตรนอกนาโตที่ใกล้ชิดมาอย่างยาวนาน
สถานการณ์ดังกล่าวอาจผลักดันให้ไทยต้องปรับสมดุลทางการทูตใหม่ โดยมีแนวโน้มที่จะกระชับความสัมพันธ์กับมหาอำนาจอื่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น จีน หรือ รัสเซีย เพื่อกระจายความเสี่ยงและรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ
ในภาพใหญ่ ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนแนวโน้มของระบบระหว่างประเทศ ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากโครงสร้างอำนาจแบบขั้วเดียว ไปสู่การแข่งขันของหลายขั้วอำนาจ ซึ่งประเทศขนาดกลางอย่างไทย จำเป็นต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างยืดหยุ่น และรอบคอบมากยิ่งขึ้น
ท้ายที่สุด การที่สหรัฐเลือกไม่เข้ามามีบทบาทในสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรง อาจไม่ใช่เพียงประเด็นเชิงเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์ที่บ่งชี้ถึงการปรับลำดับความสำคัญของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งไทยจำเป็นต้องจับตา และประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิดต่อไป.
เครดิตภาพ : AFP



