เพิ่งเริ่มงานยังไม่ทันครบเดือน ก็มีหลายเรื่องประเดประดัง ทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เศรษฐกิจ และการเมือง ถาโถมเข้าใส่รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล แบบไม่หยุดไม่หย่อน ล่าสุดก็มีเรื่องร้อนเกิดขึ้นมาอีก หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 เม.ย. ที่ผ่านมา “น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา” รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ครม. มีมติประจำวันที่ 28 เม.ย. เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย ครม. มีมติอนุมัติ จำนวน 2 ราย เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน ดังนี้
1.นายวิทยา แก้วมี ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร
2.นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์) ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว

แต่เรื่องดูเหมือนจะไม่จบง่าย ๆ เมื่อนายราเชน ออกมาดับเครื่องชน เปิดเผยข้อมูลสำคัญ กล่าวถึงกรณีการถูกย้ายฟ้าผ่า ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ ว่า น้อมรับคำสั่งผู้บังคับบัญชา มีคำสั่งไปแล้วก็ไม่ว่ากัน ตนเป็นข้าราชการมืออาชีพ อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้ ทำไม่ได้ก็ลาออก เดิมที่มีความตั้งใจจะยื่นใบลาออกอยู่แล้ววันที่ 7 ส.ค. 69 นี้ เพราะต้องการไปอยู่กับครอบครัว ที่ผ่านมาทำงานไม่มีวันหยุด พอทราบข่าวการถูกย้ายก็ตัดสินใจง่านขึ้น อย่างไรก็ตามวันนี้เวลา 14.00 น. ตนจะเดินทางไปยื่นใบลาออกที่กระทรวงเกษตรฯ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริหารปรับเปลี่ยนคนมาทำงาน ถ้าตนบกพร่องในสายตามุมมองผู้ใหญ่ จะตั้งกรรมการสอบก็ยินดี เป็นข้าราชต้องมีวินัย ตนเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ก่อนหน้านี้มีโทรศัพท์อ้างว่าเป็นอดีตซีอีโอของสายการบินชื่อเป็นสัตว์แต่อยู่บนอากาศ ตัวย่อ นามสกุล “จ” ประสานมาเพื่อขอดูงานซ่อมอากาศยาน แต่ผมต้องไปราชการเลยไม่ได้พบ ต่อมามีการประสานมายังหน้าห้อง อ้างว่าเป็นเครือญาติผู้ใหญ่มาขอพบแต่ก็ไม่ได้พบ เพราะผมไปทำเรื่องฝุ่นอยู่ที่หัวหิน ครั้งล่าสุดทำฝุ่นอยู่เชียงใหม่ ก็ติดต่อมาอีกครั้งที่หน้าห้อง ขอพบบอกว่าเป็นหลานของผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง
นายราเชน กล่าวอีกว่า เมื่อต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมามีโทรศัพท์ลึกลับ บอกให้นำคำขอจัดทำงบประมาณปี 70 ไปพบผู้ใหญ่ที่ชั้น 4 ที่ทำการพรรคแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่บนถนนวิภาวดี เพราะผู้ใหญ่ต้องการดูการตั้งงบประมาณ ก็ไปเกือบทุกกรม ยืนยันตนไม่ใช่เด็กนักการเมืองพรรคเดิมที่ไม่ได้ร่วมรัฐบาล เพราะก่อนหน้านี้ตนทำงานผ่านมา 3 รัฐมนตรี ก่อนหน้านั้นเป็นหัวหน้าสำนักงาน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีต รมว.เกษตรฯ พอ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” เข้ามาบริหาร เห็นว่าทำงานได้ก็ตั้งเป็นอธิบดี
นอกจากนี้ในระหว่าง “นายราเชน” แต่งชุดข้าราชการสีกากี ถือเอกสารพร้อมใบลาออกจากตำแหน่ง ไปยื่นที่กองการเจ้าหน้าที่ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ ตามขั้นตอน พร้อมให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลของการลาออก ว่าผิดอะไรถึงต้องย้าย ส่วนประเด็นมีคนมาดีลขอโควตาอาจเป็นหลานท่าน ให้ไปถามกันเองว่าจริงไหม โทรฯ ตามผมขอดีลงาน 5-6 ครั้ง ตนมีหลักฐานครบว่าโทรฯ มาจริงไหม และฝากให้ถามทุกอธิบดีว่า โดนเรียกไปคุยเรื่องงบปี 70 ที่ถนนวิภาวดีหรือไม่
“…มีคนมาหาผม 3 คน บอกว่าอยากเข้ามาซ่อมอากาศยาน ผมบอกว่า ผมไม่ได้นัดท่าน ผมนัดอีกท่านหนึ่งไว้ จึงขอตัวเพราะต้องเดินทางไปราชการดูเรื่องฝุ่น อากาศยานของกรมฝนหลวงมีอยู่ 30 กว่าลำ ได้ค่าซ่อมบำรุง ปีละประมาณ 300 ล้านบาท การซ่อมเมื่อถึงวงรอบซ่อม เปลี่ยนอุปกรณ์ ก็ตกประมาณ 30-40 ล้านบาท มันจำเป็นต้องซ่อม ซ่อมไม่จริงก็ไม่ได้ ถ้าซ่อมหลอกๆ เครื่องตก ผมก็ต้องรับผิดชอบชีวิตลูกน้อง ซ่อมไม่จริงก็ไม่ได้…” นายราเชน กล่าว
มีสองปมที่เป็นคำถามคือ อดีตซีอีโอของสายการบินชื่อเป็นสัตว์แต่อยู่บนอากาศ ตัวย่อ นามสกุล “จ” ประสานมา มาเพื่อขอดูงานซ่อมอากาศยาน แต่อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ต้องไปราชการเลยไม่ได้พบ ต่อมามีการประสานมายังหน้าห้อง อ้างว่าเป็นเครือญาติผู้ใหญ่ มาขอพบแต่ก็ไม่ได้พบ และเมื่อต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมามีโทรศัพท์ลึกลับ บอกให้นำคำขอจัดทำงบประมาณปี 70 ไปพบผู้ใหญ่ที่ชั้น 4 ที่ทำการพรรคแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่บนถนนวิภาวดี เพราะผู้ใหญ่ต้องการดูการตั้งงบประมาณ ก็ไปเกือบทุกกรม ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าว ยังไม่มีการแถลงนโยบายรัฐบาล การกระทำดังกล่าวผิดรัฐธรรมนูญ (รธน.) หรือไม่ จะถูกนำไปฟ้องร้องให้ตรวจ
ด้าน “นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รมว.เกษตรฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุการโยกย้าย นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ว่ามีหลายปัจจัย กระทรวงเกษตรฯ เกี่ยวข้องกับรากหญ้า มีหลายเรื่องต้องรีบดำเนินการ ต้องการคนที่งานเต็มที่ คนที่ใกล้เกษียณ อาจจะทำงานไม่ได้เต็มที่ ส่วนกรณี นายราเชน กล่าวพาดพิงว่า คนอักษร “จ” โทรฯ นัดพบเพื่อของานดูแลการซ่อมอากาศยานนั้น ยอมรับว่าเป็นหลานตนเองจริง ส่วนประเด็นที่ว่านัดแล้วไม่ได้พบ ทำให้เป็นสาเหตุของการถูกย้ายนั้น เรื่องแค่นี้ไม่ถึงกับต้องย้าย นัดวันนี้ไม่ได้ นัดวันหลังก็ได้ ตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีมา ยังไม่เคยใช้อำนาจหน้าที่ย้ายข้าราชการ

สิ่งที่หลานผมไปของบประมาณในการซ่อมอากาศยาน เป็นเรื่องผิดกฎหมาย อธิบดีไม่อนุมัติให้ เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว จะเอาสาเหตุนี้ไปย้ายมันไม่ได้ สมัยผมอยู่ที่กระทรวงคมนาคม หลานผมทำธุรกิจ นกแอร์ ผมยังสั่งการไปยัง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ว่าให้ทำทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมาย
เชื่อว่าเรื่องนี้ พรรคฝ่ายค้าน คงไม่ปล่อยผ่านแน่ เพราะข้อมูลที่เปิดเผยออกมา มีตัวตนยืนยันชัดเจน อีกทั้ง รมว.เกษตรฯ ก็ออกมายอมรับว่า หลานตนเองโทรศัพท์ไปหาอธิบดีกรมฝนหลวงฯ อีกทั้งการที่นักการเมืองขอดูการจัดทำงบประมาณฯ 70 ทำได้หรือไม่
ส่วนความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงความคืบหน้าการจัดตั้ง ครม.เงา ว่า จะเป็นกลไกสำคัญที่เราคิดและเชื่อว่าจะช่วยเติมความหวังให้กับประชาชนคนไทยได้ จะมีการประชุม ครม.ทุกสัปดาห์ มีความสำคัญ จะช่วยตรวจสอบการทำงานอย่างใกล้ชิดในทุกมติที่ออกมา จะติดตามและตีแผ่ให้เห็นว่า การตัดสินใจของรัฐบาลนี้ เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่
ทั้งนี้ได้มีการแบ่งงานเป็น 4 เสาหลักพร้อมผู้รับผิดชอบ คือ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านเศรษฐกิจ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค ดูแลการปฏิรูปรัฐ นายเดชรัต สุขกำเนิด รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านคุณภาพชีวิตใหม่ และนายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค ดูแลความมั่นคงใหม่ นอกจากนี้ยังมีทีม สส. มาเป็น ครม.พรรคเพื่อช่วยขับเคลื่อนงานและประชุมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า 4 เรื่องด่วน ที่จะติดตามใกล้ชิดในช่วง 1 เดือน จากนี้ 1.มาตรการช่วยเหลือประชาชน เช่น ไทยช่วยไทยพลัส 2.โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งต้องมีการทบทวน ว่าจะดำเนินการต่ออย่างไร 3.เรื่องค่าไฟ ข้อเสนอของเราที่ดีกว่าในการปรับโครงสร้างพลังงานอย่างไร และ 4. เรื่องลมหายใจ รัฐบาลต้องเสนอกฎหมายปกป้องลมหายใจของคนไทย 2 ร่างสำคัญคือพ.ร.บ.อากาศสะอาด และพ.ร.บ.PRTR กลับมาเดินหน้าต่อภายใน 12 พ.ค. เมื่อถามว่า 4 วาระเร่งด่วนของ ครม.เงาที่จะเสนอให้ ครม.จริง คาดหวังการปรับ ครม.จริงด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การปรับหรือไม่ปรับอยู่ที่การตัดสินใจของรัฐบาล และความสัมพันธ์ของพรรคร่วมรัฐบาลด้วย
การตรวจสอบเรื่องการปรับ ครม.จะส่งผลสะเทือนหรือไม่ เราก็ทำเต็มที่ นอกเหนือจากการตรวจสอบแล้ว การให้ข้อเสนอแนะที่เป็นตัวเลือกที่ดีกว่าเราก็ต้องทำไปพร้อมกันด้วย การจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนไม่ได้อยู่ที่ฝั่งเราฝั่งเดียว แต่อยู่ที่ตัวรัฐบาลเอง เชื่อว่าการจัดรัฐบาลแบบยึดโยงกันด้วยกลุ่มผลประโยชน์ และการที่เราตรวจสอบอย่างเข้มข้น จะทำรัฐบาลที่ดูแข็งนอกแต่จริงๆ แล้วอ่อนใน มีความเปราะบาง อยากให้ประชาชนติดตามการทำหน้าที่ของพวกเราในชุด ครม.เงาอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ดูรายชื่อบุคคลที่พรรค ปชน. มอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ประจำสภา ต้องบอกเลยว่า เป็นตัวตึงแทบทั้งสิ้น ซึ่งพรรคส้มได้มา 9 เก้าอี้ ประกอบด้วย
1.กมธ.ป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่
2.กมธ.การสวัสดิการสังคม มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ น.ส.รัชนก สุขประเสริฐ สส.สมุทรปราการ
3.กมธ.การคมนาคม มีผู้สมัคร 2 คน ได้แก่ นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. โดยผู้ชนะได้แก่ นายศุภณัฐ
4.กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ
5.กมธ.การทหาร มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ นายเอกราช อุดมอำนวย สส.กทม.
6.กมธ.พัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ
7.กมธ.จัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ มีผู้สมัคร 2 คน ได้แก่ นายธัญธร ธนินวัฒนาธร สส.กทม. และ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ โดยผู้ชนะคือ น.ส.รักชนก
8.กมธ.กฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน มีผู้สมัครเพียงคนเดียว ได้แก่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ
9.กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน มีผู้สมัคร 2 คน ได้แก่ นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. และ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ โดยผู้ชนะคือ นพ.วาโย
จากนี้ไปการทำงานของพรรคฝ่ายค้าน คงจะมีความเข้มข้นและดุเดือดแน่ๆ ซึ่งยิ่งฝ่ายค้านเข้มแข็ง ผลประโยชน์ก็จะตกอยู่กับประชาชน เพราะการทำงานของฝ่ายบริหาร ย่อมต้องมีการตรวจสอบและถ่วงดุล
ทีมข่าวการเมือง



