นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายให้องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการรถโดยสารประจำทางของ ขสมก. วันละประมาณ 5 แสนคน แต่ที่ผ่านมาองค์กรประสบปัญหาการขาดทุนสะสมมาอย่างต่อเนื่อง จากข้อจำกัดด้านการควบคุมอัตราค่าโดยสาร ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเมือง พฤติกรรมผู้โดยสาร และความนิยมของเส้นทางที่เปลี่ยนไป โดยหลายเส้นทางมีผู้โดยสารใช้บริการจำนวนมาก ขณะที่บางเส้นทางผู้โดยสารใช้ลดน้อยลง ดังนั้น ขสมก. จึงมีแผนปรับปรุงเส้นทางเดินรถ (รีรูท) ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากขึ้น รวมทั้งลดระยะทางสูญเปล่า และเพิ่มประสิทธิภาพการเดินรถ 

นายสิริพงศ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน ขสมก. ได้รับสัมปทานการเดินรถจากกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) 107 เส้นทาง จากทั้งหมด 269 เส้นทาง และวิ่งให้บริการในเส้นทางชั่วคราว 16 เส้นทาง ซึ่งหลังจากนี้ ขสมก. จะหารือร่วมกับ ขบ. ถึงแนวทางการรีรูทเส้นทางใหม่ดังกล่าว พร้อมทั้งพิจารณาฐานข้อมูลของประชาชน, คาดการณ์จำนวนผู้โดยสาร, จุดชาร์จรถโดยสารไฟฟ้า (EV) ที่จะให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน (PPP) รวมถึงเชื่อมต่อล้อ-ราง-เรือ โดย ขสมก. จะสรุปแนวทางที่ชัดเจน รวมทั้งเส้นทางที่รีรูทภายใน 2 เดือน นอกจากนี้เน้นย้ำให้ ขสมก. เร่งพัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชน และพัฒนาระบบข้อมูลแบบเรียลไทม์ ให้ผู้โดยสารสามารถตรวจสอบเวลาการมาถึงของรถเมล์ พร้อมระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าเมื่อรถเมล์ใกล้มาถึง รวมทั้งยังให้สามารถเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มอื่นๆ อาทิ Google และแอปพลิเคชันต่างๆ อำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลการเดินทางได้ง่ายขึ้น ตั้งเป้าหมายว่าจะให้ใช้บริการได้หลังจากการรับมอบรถ EV ใหม่ในเดือน มี.ค.2570

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ขสมก. ยังมีแผนทยอยปลดระวางรถโดยสารเชื้อเพลิง NGV ที่มีอายุการใช้งานกว่า 20 ปี ซึ่งมีต้นทุนค่าใช้จ่ายการซ่อมบำรุง 2,000 บาทต่อคันต่อวัน โดย ขสมก. จะจัดทำแผนการจัดหารถเมล์ EV ประมาณ 700 คัน วงเงินประมาณ 7,100 ล้านบาท คาดว่าจะดำเนินการเร่งด่วนในปีงบประมาณ 2570-2571 เพื่อมาทดแทนรถเมล์ NGV เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนการเดินรถ NGV ต่อกิโลเมตร (กม.) ถูกกว่ารถเมล์ใช้น้ำมันดีเซล เพียง กม.ละ 1 บาทเท่านั้น ด้านรถโดยสารเก่าที่ปลดระวาง จะคัดแยกตามสภาพ หากยังสามารถใช้งานได้จะเปิดโอกาสให้หน่วยงานรัฐ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำไปใช้บริการประชาชน ส่วนที่ไม่สามารถใช้งานได้จะจำหน่ายเป็นซาก หรือดำเนินการตามระเบียบต่อไป

นายสิริพงศ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนโครงการเช่ารถเมล์ EV จำนวน 800 คัน วงเงินรวม 8,139.9162 ล้านบาท ที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้จัดตั้งงบประมาณปี 2570 เพื่อเช่านำมาวิ่งให้บริการทดแทนรถเมล์ปรับอากาศเชื้อเพลิงน้ำมันดีเซลเดิม ที่ชำรุดทรุดโทรม และมีอายุการใช้งานมานานกว่า 30 ปี ยืนยันว่าต้องเป็นรถใหม่เท่านั้น ส่วนก่อนหน้านี้ที่บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด เสนอให้เช่ารถที่ไม่ได้ใช้งาน จำนวน 800 คัน มาให้บริการระหว่างรอรับรถเมล์ใหม่นั้น ไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้ ต้องเปิดประกวดราคาตามระเบียบพัสดุ ยืนยันไม่มีการล็อกสเปกให้รายใด

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของแผนฟื้นฟูองค์กร ปัจจุบัน ขสมก.มีภาระหนี้สะสมประมาณ 1.5 แสนล้านบาท หรือขาดทุนปีละประมาณ 8,000 ล้านบาท จึงได้มอบแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สะสม ได้แก่ การลดรายจ่ายผ่านการเปลี่ยนมาใช้รถเมล์ EV ที่คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนรายจ่ายลงได้ประมาณ 40-50% พร้อมทั้งการเพิ่มรายได้จากการใช้ประโยชน์พื้นที่เชิงพาณิชย์ รวมถึงการขายสื่อโฆษณา และการสร้างความเชื่อมั่นด้านบริการเพื่อเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร คาดว่าจะเริ่มเห็นผลการดำเนินงานขาดทุนลดลงในปี 2570 ส่วนค่าโดยสารจะพยายามตรึงราคาให้อยู่ในระดับที่ประชาชนเข้าถึงได้ โดยกำหนดกรอบค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางไม่เกิน 10-20% ของค่าแรงขั้นต่ำ 

ด้านนายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. กล่าวว่า ขสมก. ได้ออกแบบสถานีชาร์จรถเมล์ EV แล้ว เตรียมจัดซื้อจัดจ้างโครงการพัฒนาและติดตั้งสถานีชาร์จรถเมล์ EV เพื่อรองรับรถเมล์ไฟฟ้า 1,520 คัน เบื้องต้นจะพัฒนา 12 อู่ แบ่งเป็นพื้นที่ของ ขสมก. และพื้นที่ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ได้แก่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.), การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.), การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.)

ส่วนโครงการเช่ารถเมล์ EV จำนวน 800 คัน หากได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 2570 ขสมก. จะเร่งจัดทำร่างเอกสารการประกวดราคา (ทีโออาร์) คาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการประมูลไม่เกิน 3 เดือน และตั้งเป้าหมายจะลงนามสัญญากับผู้ชนะการประมูลประมาณ ม.ค.-ก.พ. 2570 ก่อนจะทยอยรับมอบรถลอตแรกภายใน 300 วัน.