ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ในโอกาสที่ผู้แทนคณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) นำโดย ดังกา เออเบโกวา ไอโอซีเมมเบอร์ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะทำงาน ได้เดินทางมาสำรวจความพร้อมของประเทศไทย ที่กรุงเทพฯ และจังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 28-30 เม.ย.69 เพื่อเก็บข้อมูลในด้านต่าง ๆ หลังจากประเทศไทย เป็น 1 ใน 3 ประเทศ ที่ได้ลุ้นจัดมหกรรมกีฬายูธโอลิมปิกเกมส์ 2030 ร่วมกับ เมืองอาซุนซิออน ประเทศปารากวัย และเมืองซานติอาโก ประเทศชิลี ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ยืนยันกับ ไอโอซี ว่าเรามีความพร้อมเต็มที่ทั้งสนามกีฬาและหอพักนิสิต ที่จะใช้เป็นหมู่บ้านนักกีฬา รวมทั้งพื้นที่ลานกิจกรรม ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง โดดเด่นไม่เหมือนใคร

“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมที่จะช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย โดยเราเตรียมทุกอย่างไว้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสนามกีฬา, ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา, หอพักนิสิต ที่จะใช้เป็นหมู่บ้านนักกีฬา รองรับนักกีฬาจากทั่วโลกได้ 1-2 พันห้อง ร่วมกับสถานที่และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ อีก รวม ๆ แล้วประมาณ 5 พันห้อง ยังรวมถึงพื้นที่ลานกิจกรรมของนักกีฬาเยาวชน เราก็เตรียมไว้ เช่นที่สยามสแควร์ เป็นต้น โดยทั้งหมดเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว ไม่ต้องใช้งบประมาณสร้างใหม่แต่อย่างใด ไม่รบกวนงบประมาณของประเทศ และยังเป็นไปตามนโยบายของไอโอซี อย่างชัดเจน” ศ.ดร.วิเลิศ กล่าว

อธิการบดีจุฬาลงกรณ์ฯ กล่าวต่อว่า ปกติแล้วการจัดการแข่งขันกีฬาในปัจจุบัน จะไปจัดนอกเมือง เป็นส่วนใหญ่ แต่ครั้งนี้เรามีความพร้อมทุกอย่างในเมือง ซึ่ง ไอโอซี ก็อยากให้เราจัดในใจกลางเมืองเช่นนี้ ซึ่งมหาวิทยาลัยพร้อมให้การสนับสนุนในภารกิจสำคัญของประเทศครั้งนี้อย่างเต็มที่ เพราะทั้งเป็นชื่อเสียงประเทศ และเข้ากับแนวทางของมหาวิทยาลัย ที่ต้องการสร้างคน สร้างเยาวชน ให้มีน้ำใจนักกีฬา และมีคุณภาพ

“ที่ผ่านมา ไทยเราเคยจัดมหกรรมกีฬาใหญ่ที่สุด คือ เอเชียนเกมส์ การที่เราติดท็อป 3 ได้ลุ้นจัดเกมใหญ่อย่างยูธโอลิมปิกเกมส์ ที่จะมีนักกีฬาร่วม 200 ประเทศ มาแข่งขันในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสทองอันล้ำค่าอย่างยิ่งที่ไม่ควรปล่อยผ่าน ดังนั้นรัฐบาลควรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะประโยชน์มีมากมาย งบประมาณในการจัดก็ใช้จ่ายในประเทศทั้งหมด อีกทั้งยังสร้างชื่อเสียง สร้างรายได้ให้ประเทศ ช่วยสร้างคน สร้างเยาวชน ควบคู่กันไปได้เป็นอย่างดี” ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวย้ำ