รศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย(เอไอที) กล่าวถึงเหตุการณ์นักศึกษาเมาแล้วขับรถชนผู้อื่นเสียชีวิตว่า ไม่ใช่เพียง “อุบัติเหตุ” แต่เป็นผลลัพธ์ของความประมาทที่สามารถป้องกันได้ และสะท้อนช่องโหว่สำคัญในระบบการควบคุมพฤติกรรมของเยาวชนในสังคมไทยแม้กฎหมายจะมีบทลงโทษชัดเจน เช่น การแจ้งข้อหาขับรถขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แต่ในทางปฏิบัติ การบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวกลับไม่สามารถป้องกันเหตุซ้ำซากได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน ซึ่งยังอยู่ในช่วงของการเรียนรู้และอาจมีพฤติกรรมเสี่ยงสูง

รศ.ดร.กัณวีร์  กล่าวว่าปัญหาที่ลึกกว่ากฎหมายกรณีนี้แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีกฎหมายควบคุม แต่ยังมี “ช่องว่าง” หลายประการ เช่น การขาดจิตสำนึกและความรับผิดชอบของผู้กระทำ การเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยง่ายในกลุ่มเยาวชนการไม่มีระบบเฝ้าระวังหรือควบคุมจากองค์กรต้นสังกัด

ที่สำคัญคือ ผู้ก่อเหตุยังเป็น “นักศึกษา” ซึ่งหมายความว่าเขาอยู่ภายใต้โครงสร้างของสถาบันการศึกษา ไม่ใช่เพียงพลเมืองทั่วไป ดังนั้นมหาวิทยาลัยไม่ควรเป็นเพียงพื้นที่เรียนรู้ แต่ต้องเป็นพื้นที่กำกับพฤติกรรม

มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญในฐานะองค์กรที่หล่อหลอมเยาวชน แต่ที่ผ่านมา หลายแห่งยังจำกัดบทบาทเพียงการออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจหรือย้ำจุดยืนต่อต้านเมาแล้วขับ ซึ่งแม้จะเป็นสิ่งที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอ

ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย(เอไอที) ให้ข้อเสนอแนะว่า สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือ “มาตรการเชิงระบบ” เช่น กำหนดบทลงโทษทางวินัยที่ชัดเจน (เช่น พักการเรียน หรือพ้นสภาพนักศึกษาในกรณีร้ายแรง)  จัดทำฐานข้อมูลพฤติกรรมเสี่ยงของนักศึกษา บังคับเข้าร่วมโครงการอบรมความปลอดภัยทางถนน สนับสนุนการใช้ระบบขนส่งหรือการใช้บริการรับ-ส่งสำหรับนักศึกษาที่ดื่ม (ไม่ให้เมา แล้วมาขับรถ)  นอกจากการลงโทษควรนำ สู่การป้องกันเชิงรุก

แนวคิดสำคัญคือ การป้องกันต้องเกิด “ก่อน” การกระทำผิด ไม่ใช่รอให้เกิดความสูญเสียแล้วจึงลงโทษโดยมหาวิทยาลัยสามารถเป็นด่านแรกในการป้องกันได้ เช่น รณรงค์อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะช่วงเกิดข่าว ควรสร้างวัฒนธรรม “ไม่ขับเมื่อดื่ม” ให้เป็นค่านิยม ใช้เพื่อนเตือนเพื่อน (peer accountability)

อย่างไรก็ตามความรับผิดชอบต้องเป็นของทั้งระบบการแก้ปัญหาเมาแล้วขับในกลุ่มเยาวชน ไม่อาจพึ่งพากฎหมายเพียงอย่างเดียว เพราะกฎหมายทำงานหลังจากความเสียหายเกิดขึ้นแล้วในทางกลับกัน หากมหาวิทยาลัยและสถานศึกษาทั่วประเทศร่วมกันกำหนดมาตรการควบคุมและป้องกันอย่างจริงจัง จะช่วยลดโอกาสที่เยาวชนจะออกไปขับรถในขณะมึนเมา และลดความสูญเสียที่ไม่ควรเกิดขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว “ชีวิตหนึ่งชีวิตที่สูญเสียไป” ไม่ควรเป็นเพียงตัวเลขในข่าว แต่ควรเป็นบทเรียนที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบของสังคม