จากเหตุการณ์ นักศึกษา ม.ดัง เมาแล้วขับ ซิ่ง BMW ชนไรเดอร์เสียชีวิตคาที่ บริเวณถนนบางขัน-เชียงราก มุ่งหน้าคลองหลวง จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 30 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา ต่อมาญาติยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยศาลพิจารณาอนุญาตให้ประกันตัว ด้วยวงเงิน 120,000 บาท และนัดรายงานตัวอีกครั้งในวันที่ 27 ก.ค. นี้
ล่าสุด ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล หรือ “ทนายแก้ว” ได้ออกมาพูดถึงข้อกฎหมายในเหตุการณ์นี้ ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ ทนายแก้ว ระบุว่า “วันนี้เห็นพี่แก้ว ออกมาขอแลกเปลี่ยนพูดคุยเกี่ยวกับเรื่อง “ดราม่านักศึกษาขับรถชนไรเดอร์เสียชีวิต” … ฟังแล้วได้สติครับ พี่แก้วย้ำชัดว่า “รถหรูหรือรถเครื่อง ไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นคือ ‘ความรับผิดชอบ’ ต่อชีวิตผู้อื่นบนท้องถนน” การเป็นนักศึกษาไม่ได้เป็นเกราะกำบังความผิด หากพิสูจน์ได้ว่าเมาแล้วขับ หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง กฎหมายต้องลงโทษอย่างเท่าเทียม ชีวิตไรเดอร์ที่หาเช้ากินค่ำก็มีค่าไม่น้อยกว่าใคร ความยุติธรรมต้องทำหน้าที่ของมันอย่างตรงไปตรงมาครับ

1.ความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
นี่คือข้อหาหลักทางอาญาที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเมื่อมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจร
กฎหมายอ้างอิง: ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291
รายละเอียด: การกระทำโดย “ประมาท” หมายถึงการไม่ได้เจตนาฆ่า แต่ผู้ขับขี่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังตามวิสัยและพฤติการณ์ที่ควรมี (เช่น การขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด การขับปาดหน้ากระชั้นชิด หรือไม่ชะลอความเร็วในจุดที่ควรชะลอ) จนเป็นเหตุให้รถชนและมีผู้เสียชีวิต
บทลงโทษ: ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท
2.ความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
ข้อหานี้จะถูกตั้งเพิ่มทันทีหากผลการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ขับขี่เกินมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด
กฎหมายอ้างอิง: พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(2) ประกอบมาตรา 160 ตรี
รายละเอียด: สำหรับผู้ขับขี่ที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไปและมีใบอนุญาตขับขี่แบบถาวร หากมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะถือว่าเมาแล้วขับ และหากการเมาแล้วขับนั้นเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุจนผู้อื่นเสียชีวิต โทษจะถูกยกระดับให้หนักกว่าการขับรถประมาทแบบปกติ
บทลงโทษ: ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000-200,000 บาท รวมทั้งศาลจะสั่งเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ทันที (ไม่สามารถขับรถได้อีกต่อไป)

3.ความผิดฐานไม่แสดงตัวและไม่ให้ความช่วยเหลือ (ชนแล้วหนี)
แม้จากรายงานข่าวจะระบุว่าผู้ขับขี่ยืนรอให้การในที่เกิดเหตุ แต่หากเจาะลึกตามข้อกฎหมาย มาตรานี้ครอบคลุมไปถึง “พฤติการณ์หลังชน” ด้วย
กฎหมายอ้างอิง: พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 78 ประกอบมาตรา 160
รายละเอียด: กฎหมายระบุชัดเจนว่า ผู้ขับขี่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินผู้อื่น “ต้องหยุดรถและให้ความช่วยเหลือตามสมควร” พร้อมทั้งแสดงตัวและแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากพิสูจน์ได้ว่าในวินาทีหลังเกิดเหตุ ผู้ขับขี่เพิกเฉย ไม่พยายามให้ความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บตามสมควรแก่เหตุ (เช่น มัวแต่ห่วงรถตนเองตามกระแสดราม่า โดยไม่สนใจผู้บาดเจ็บ) อาจถูกพิจารณาความผิดในส่วนนี้ประกอบได้
บทลงโทษ: หากไม่ให้ความช่วยเหลือจนเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (และกฎหมายจะให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ที่หลบหนีหรือหลีกเลี่ยงเป็น “ผู้กระทำความผิด”)
4.ความรับผิดทางแพ่ง (การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน)
นอกจากโทษทางอาญา (จำคุก/ค่าปรับให้รัฐ) แล้ว ผู้กระทำผิดยังมีหน้าที่ต้องชดใช้ความเสียหายให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตด้วย
กฎหมายอ้างอิง: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะละเมิด มาตรา 420 และ 443
รายละเอียดความรับผิดชอบ: ฝ่ายคนขับและบริษัทประกันภัยรถยนต์จะต้องร่วมกันรับผิดชอบค่าเสียหายต่างๆ แก่ ทายาทของไรเดอร์ผู้เสียชีวิต ได้แก่:
– ค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการจัดการศพ
– ค่าขาดไร้อุปการะ (ประเมินเป็นเงินก้อนใหญ่ หากพิสูจน์ได้ว่าผู้เสียชีวิตเป็นเสาหลักที่ต้องหาเงินเลี้ยงดูพ่อแม่ ภรรยา หรือบุตร)
– ค่าเสียหายต่อทรัพย์สิน (ค่าซ่อมหรือชดใช้ค่ารถจักรยานยนต์ของไรเดอร์ที่พังยับเยิน)..”



