เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14 เดินหน้าลุยหาเสียงเต็มสูบตลอดทั้งวัน โดยเริ่มภารกิจภาคเช้า ตั้งแต่เวลา 10:30 น. เดินทางไปยังวัดหงส์ รัตนารามราชวรวิหาร ธนบุรี เขตบางกอกใหญ่ เพื่อเข้ากราบสักการะศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยเริ่มจากจุดศาลเก่าแก่โบราณ ซึ่งเป็นพื้นที่รวมไพร่พลในอดีต พร้อมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์รวม 8 จุดในวิหาร 5 แม่ทัพสวรรค์ เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยแห่งชัยชนะในการเลือกตั้งและเปิดทางลุยหาเสียงฝั่งธนบุรีอย่างเป็นทางการ

พร้อมกันนี้ ดร.มัลลิกา ให้สัมภาษณ์ว่า ตนมีนโยบายเกี่ยวกับปรับปรุงพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเขตกรุงธนบุรีและครอบคลุมทุกเขตทั่วมหานคร เพื่อเพิ่มโอกาสทางการท่องเที่ยวและสร้างพื้นที่ร่วมสมัยให้กลุ่มเยาวชน คนหนุ่มสาว ตลอดจนกลุ่มครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์ และโปรแกรมเมอร์สายเกม สามารถทำงานใกล้บ้านในรูปแบบ Co-working space หรือพื้นที่นอกสถานที่จุดใดก็ได้ เพื่อกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนในท้องถิ่น ซึ่งเป็นหนึ่งใน 14 ยุทธศาสตร์หลักที่มีแผนปฏิบัติรองรับ โดย กทม. จะเป็นเจ้าภาพนำพื้นที่ว่างเปล่าและพื้นที่ราชพัสดุมาจัดสรรทำประโยชน์อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการเนรมิตแลนด์มาร์กทุ่งดอกไม้ พื้นที่ร้านค้า หรือคอฟฟี่คาเฟ่ เพื่อสอดรับกับการกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับโลก ซึ่งกรุงเทพฯ จะนิ่งนอนใจไม่ได้อีกต่อไป

นอกจากนี้ ดร.มัลลิกา ยังได้เสนอแผนปฏิรูปมหานครกรุงเทพฯ ฉบับศตวรรษนี้ เพื่อเปลี่ยนจากมหานครรวมศูนย์สู่มหานครของประชาชน โดยชี้ว่ากรุงเทพฯ ไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่ขาดโครงสร้างที่เอื้อต่อการทำงานและขาดคนกล้าที่จะเปลี่ยนระบบ จึงเตรียมเดินหน้า 14 ข้อปฏิรูปเพื่อยกระดับ กทม. ให้เทียบเท่ามหานครโลกอย่างนิวยอร์ก โตเกียว และโซล ผ่านการผลักดันแก้ไข พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 เพื่อเพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าฯ สามารถบริหารจัดการเมืองได้อย่างแท้จริง ลดการพึ่งพาราชการส่วนกลาง ดึงตำรวจนครบาลมาอยู่ภายใต้ กทม. เพื่อเอกภาพด้านความปลอดภัยและการจราจร ปรับระบบเป็นมหานครสองชั้นที่เพิ่มอำนาจให้สำนักงานเขต คืนการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต (สข.) ตลอดจนนำระบบงบประมาณแบบมีส่วนร่วม (Participatory Budgeting) มาให้ประชาชนร่วมกำหนดการใช้จ่ายงบประมาณในพื้นที่ ตลอดจนเปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างแบบเรียลไทม์ และยกเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยกระดับโรงเรียน กทม. เป็นศูนย์เรียนรู้ทักษะแห่งอนาคต

ต่อมาในเวลา 13:00 น. ดร.มัลลิกา ได้ลงพื้นที่บริเวณหน้าสถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 อสมท. ซอยทวีมิตร หลังเซ็นทรัล พระราม 9 เพื่อติดตามและนำเสนอนโยบายเรือธงในการจัดการปัญหาน้ำท่วม ภายใต้แนวคิด “AI-X Band Smart Flood Bangkok” เปลี่ยนผ่านระบบการทำงานจากเดิมที่ “รอให้น้ำท่วมแล้วค่อยแก้” มาเป็น “คาดการณ์ล่วงหน้าและสั่งการอัตโนมัติ” ตลอด 24 ชั่วโมง โดยตั้งเป้าหมาย รู้ก่อนฝนตก 1-3 ชั่วโมง รู้ก่อนน้ำท่วม 30-60 นาที ลดจุดน้ำท่วมซ้ำซาก 50% และลดเวลาระบายน้ำหลังฝนหยุดลง 60% โดยจะนำร่องแผนเร่งด่วนภายใน 12 เดือนแรกใน 10 เขตเสี่ยงและท่วมซ้ำซาก ได้แก่ ดินแดง, ห้วยขวาง, จตุจักร, ลาดพร้าว, วัฒนา, บางเขน, สายไหม, หลักสี่, บางนา และประเวศ

สำหรับพิมพ์เขียวการจัดการน้ำท่วมล้ำสมัยนี้ ประกอบด้วยแผนปฏิบัติการ 10 ขั้นตอน เริ่มจากการติดตั้งโครงข่ายเรดาร์ AI ครอบคลุมทั่วกรุงด้วย X-Band Radar ควบคู่กับการติดตั้ง AI Water Sensor กว่า 3,000–5,000 จุด ตามพิกัดสำคัญ เช่น ปากท่อ คลองหลัก อุโมงค์ระบายน้ำ และทางลอดถนนเสี่ยง เพื่อส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์เข้าสู่ศูนย์บัญชาการ จากนั้นจะสร้าง Digital Twin จำลองกรุงเทพฯ เป็นเมืองเสมือน เพื่อให้ AI วิเคราะห์ข้อมูลและคาดการณ์น้ำท่วมล่วงหน้าผ่านระบบ Flood Risk Score รู้พิกัดเสี่ยงล่วงหน้า 30 นาทีถึง 6 ชั่วโมง นำไปสู่ระบบสั่งการเครื่องสูบน้ำและประตูน้ำอัตโนมัติโดยไม่ต้องรอคนตัดสินใจ

นอกจากนี้ยังใช้ CCTV, AI Drone และหุ่นยนต์ตรวจจับขยะอุดตันในท่อ พร้อมเชื่อมโยงกับระบบไฟจราจร AI Traffic เพื่อปรับเส้นทางและแจ้งเตือนเข้า Google Maps และรถสาธารณะทันที ตลอดจนแจ้งเตือนประชาชนเฉพาะจุดผ่าน Line OA, SMS และส่งโดรนบินกู้ภัยฉุกเฉิน ซึ่ง ดร.มัลลิกา ยืนยันว่าการลงพื้นที่ตรวจพิกัดในวันนี้เป็นโมเดลตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าแผนปฏิบัติการดังกล่าวสามารถทำได้จริงและหวังผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากนั้นในช่วงเย็นเวลา 16:30 น. ดร.มัลลิกา ได้เดินทางเข้าร่วมกิจกรรมขบวนพาเหรด “Bangkok Pride Parade 2026” บริเวณถนนสีลม เพื่อประกาศพลังสนับสนุนความเท่าเทียมและความหลากหลายทางเพศ พร้อมชูยุทธศาสตร์ “Bangkok Equality City” เมืองที่ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย เท่าเทียม และมีศักดิ์ศรี โดยเน้นย้ำว่าไม่ใช่แค่การจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่ต้องเป็นยุทธศาสตร์เมืองที่เชื่อมทั้งเศรษฐกิจ ความปลอดภัย สุขภาพ และการศึกษาเข้าด้วยกัน

โดยนโยบายดังกล่าวครอบคลุมการสร้างเมืองปลอดภัยสำหรับทุกเพศ (Safe City) ด้วยการเพิ่มไฟส่องสว่าง ติดตั้งระบบ AI CCTV ในจุดเสี่ยง และปุ่มกดแจ้งเหตุฉุกเฉิน (Panic Button) เชื่อมตรงสายด่วน รวมถึงจัดทำ Safe Zone รอบสถานศึกษาและสถานบันเทิง พร้อมอบรมเจ้าหน้าที่ กทม. ให้เข้าใจความละเอียดอ่อนทางเพศ ในมิติการเข้าถึงบริการรัฐจะปรับปรุงเอกสารราชการให้ใช้คำนำหน้าตามอัตลักษณ์ทางเพศ จัดทำห้องน้ำแบบ Universal Design / Gender Inclusive และพัฒนาโรงพยาบาล กทม. ให้รองรับบริการสุขภาพกลุ่ม LGBTQ+ เช่น ฮอร์โมนคลินิก คลินิกสุขภาพจิต และระบบ Telemedicine คัดกรองภาวะซึมเศร้า

ขณะที่มิติเศรษฐกิจจะส่งเสริม SME LGBTQ+, ผลักดันย่านสร้างสรรค์ (Bangkok Creative District) ด้านแฟชั่นและดิจิทัลคอนเทนต์ มุ่งสู่การเป็น Creative Capital ของเอเชีย ควบคู่กับการขยายรายได้ฝั่งเศรษฐกิจกลางคืน (Night Economy) และใช้ระบบ AI Matching Job Platform เพื่อลดอคติในการจ้างงาน รวมถึงกำหนดธรรมนูญเมือง “Bangkok Equality Charter” ไม่เลือกปฏิบัติ และขับเคลื่อนนโยบายสวนสาธารณะ 24 ชั่วโมง และเมืองเดินได้จริง (Walkable City) โดยใช้ระบบข้อมูล AI Governance Heatmap วิเคราะห์พิกัดเปราะบางเพื่อดูแลความปลอดภัยแบบเรียลไทม์ เพื่อปักหมุดให้กรุงเทพมหานครเป็น “Open City of Asia” มหานครแห่งเสรีภาพ ความปลอดภัย และเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างแท้จริง.