วันที่ 3 พฤษภาคมของทุกปี ตรงกับวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก ทว่าในปีนี้ดัชนีเสรีภาพสื่อโลกขององค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders: RSF) ระบุว่า เสรีภาพสื่อทั่วโลกในปี 2569 ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 25 ปี

สถานการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบข้อมูล เพราะเมื่อสื่อถูกจำกัด บทบาทในการตรวจสอบก็ลดลง ส่งผลให้ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมากถูกปกปิดไว้ภายใต้ ‘หน้ากากแห่งข้อมูล’ (The Data Mask) และเข้าถึงได้เฉพาะกลุ่มผู้มีอำนาจเท่านั้น

เสรีภาพสื่อ-สิ่งแวดล้อม

ข้อมูลช่วงปี 2564-2569 ชี้ให้เห็นว่า ประเทศที่มีเสรีภาพสื่อต่ำมักมีผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมแย่กว่า หรือมีการบิดเบือนข้อมูลเพื่อสร้างภาพลักษณ์ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากบทบาทของสื่อมวลชนในฐานะ ‘กลไกตรวจสอบ’ (Watchdog Function) ที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของข้อมูล (Information Asymmetry) ระหว่างรัฐ ธุรกิจ และประชาชน เมื่อสื่อทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ ปัญหาการทุจริตหรือการทำลายทรัพยากรจะถูกเปิดเผย และนำไปสู่การแก้ไข

ตัวอย่างเช่น ประเทศเอสโตเนีย ซึ่งมีเสรีภาพสื่อในระดับสูง ก็มีผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ในอันดับต้นของโลก ขณะที่อินเดียซึ่งมีอันดับเสรีภาพสื่อต่ำ กลับมีคะแนนด้านสิ่งแวดล้อมอยู่รั้งท้าย ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิสซูรี (University of Missouri) ที่พบว่า เสรีภาพสื่อมีความสัมพันธ์โดยตรงกับคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน

เอไอเร่งบิดเบือนข้อมูล

ในช่วงปี 2568-2569 การต่อสู้ด้านสิ่งแวดล้อมยังขยายเข้าสู่โลกออนไลน์ พร้อมกับปัญหาข้อมูลบิดเบือนด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Misinformation) ที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (WEF) จัดให้เป็นหนึ่งในความเสี่ยงระยะสั้นที่อันตรายที่สุดของโลก

โดยมีตัวเร่งสำคัญคือ เอไอ ที่ทำให้การผลิตข้อมูลเท็จทำได้ง่าย เร็ว และถูกกว่าเดิม โดยพบว่า 74% ของคำอ้างเกี่ยวกับ ‘เอไอเพื่อสิ่งแวดล้อม’ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ มีเพียง 26% เท่านั้นที่ผ่านการตรวจสอบ และอีก 36% ไม่มีแหล่งข้อมูลใดๆ มารองรับ

ในอีกด้านหนึ่ง การใช้ Generative AI กลับเพิ่มความต้องการพลังงานและน้ำในศูนย์ข้อมูล (Data Center) อย่างมาก จน 12% ของผู้ประกอบการยอมรับว่าอาจไม่สามารถบรรลุเป้าหมายคาร์บอนเป็นกลางในปี 2030

กฎหมายปิดปาก-สอดแนม

การคุกคามสื่อในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเปิดเผยเสมอไป แต่มาในรูปแบบที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น การสอดแนมทางดิจิทัล และการฟ้องปิดปาก (Strategic Lawsuits Against Public Participation: SLAPP)

หนึ่งในเครื่องมือหลักๆ คือสปายแวร์ ‘เพกาซัส’ (Pegasus) ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของนักข่าวได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นข้อความ รูปภาพ หรือแม้แต่การเปิดไมโครโฟนดักฟัง แรงกดดันลักษณะนี้ทำให้นักข่าวจำนวนมากเลือกที่จะเพิกเฉยต่อข้อเท็จจริง หรือหลีกเลี่ยงการนำเสนอประเด็นอ่อนไหว ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวเพิ่มขึ้นถึง 69% ในช่วงปี 2555-2568

ขณะเดียวกัน คดีฟ้องปิดปากก็พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากยุโรปที่ได้มีการบันทึกไว้ในรายงานพบว่า มีคดีสะสมกว่า 1,303 คดีใน 43 ประเทศ โดย 16.3% เป็นประเด็นสิ่งแวดล้อม และนักข่าวคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

ปิดปากเงียบ

เมื่อการตรวจสอบเข้มข้นขึ้น ภาคธุรกิจบางส่วนเลือกลดการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมลง หรือที่เรียกว่า ‘การปิดเงียบ’ (Green-shushing) แทนการสื่อสารเรื่องความยั่งยืนอย่างเปิดเผย โดยรายงานปี 2568 พบว่า 1 ใน 4 ของบริษัทที่มีเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศไม่เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ

ขณะที่บริษัทในดัชนี S&P 500 ชะลอการรายงานความยั่งยืนเฉลี่ยนานถึง 4.6 เดือน นั่นหมายความว่า ยิ่งข้อมูลเข้าถึงได้ยากขึ้นเท่าไหร่ ความก้าวหน้าด้านสิ่งแวดล้อมก็จะยิ่งวัดและผลักดันได้ยากตามไปด้วย

ทางออกที่ต้องเดินร่วมกัน

องค์การยูเนสโก (UNESCO) และเครือข่ายระหว่าประเทศจึงเสนอแนวทางเพื่อแก้วิกฤตดังกล่าว ดังนี้ 1. การคุ้มครองนักข่าวด้านสิ่งแวดล้อม 2. การควบคุมการใช้สปายแวร์ 3.การเปิดเผยข้อมูลสิ่งแวดล้อม (Open Environmental Data) และ 4. การกำกับการใช้ AI เพื่อป้องกันข้อมูลบิดเบือน