ไส้ติ่งอักเสบ คือภาวะที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยวิธีรักษามาตรฐานของภาวะนี้ก็คือ ‘การผ่าตัดไส้ติ่ง’ ซึ่งสามารถช่วยลดภาวะแทรกซ้อน และป้องกันการเกิดซ้ำได้ดี แต่หลายคนเมื่อได้ยินคำว่าผ่าตัดก็เกิดความกังวลมากมาย บทความนี้จึงจะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับวิธีผ่าตัดไส้ติ่งว่ามีกี่แบบ ต่างกันยังไง พร้อมวิธีดูแลตัวเองหลังผ่าตัด เพื่อช่วยให้คุณพร้อมรับมือและฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
อาการไส้ติ่งอักเสบเป็นอย่างไร แบบไหนควรรีบผ่าตัด
ภาวะไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis) เป็นภาวะที่เกิดจากการอุดตันภายในไส้ติ่ง (Appendix) ซึ่งมักเกิดจากเศษอุจจาระแข็ง (Fecalith) ต่อมน้ำเหลืองบวม หรือมีสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ทำให้เกิดการติดเชื้อและการอักเสบอย่างรุนแรง เมื่อมีอาการเหล่านี้ ผู้ป่วยควรรีบเข้ารับการวินิจฉัยเพื่อพิจารณาผ่าตัดไส้ติ่งโดยทันที
- อาการปวดท้อง : มักเริ่มปวดแบบจุก ๆ บริเวณรอบสะดือ ต่อมาอาการปวดจะย้ายตำแหน่งอย่างชัดเจนมาที่ท้องน้อยด้านขวา ซึ่งเป็นตำแหน่งของไส้ติ่ง และอาการปวดจะรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- ปวดเฉียบพลันและต่อเนื่อง : อาการปวดจะเป็นแบบเฉียบพลันและไม่ทุเลาลง แม้จะพักผ่อน รับประทานยาแก้ปวด หรือเปลี่ยนอิริยาบถแล้วก็ตาม
- มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย : คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และมีไข้ต่ำ ๆ ร่วมกับอาการหนาวสั่น
หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงมากจนถึงขั้นไส้ติ่งแตก ต้องได้รับการผ่าตัดไส้ติ่งอย่างเร่งด่วน เพราะเสี่ยงต่อการติดเชื้อในช่องท้องที่รุนแรง (Peritonitis) ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิต
การผ่าตัดไส้ติ่ง คืออะไร มีกี่แบบ แต่ละแบบต่างกันยังไง

การผ่าตัดไส้ติ่ง คือการนำไส้ติ่งที่เกิดการอักเสบออกจากร่างกายโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันไส้ติ่งแตกและการติดเชื้อ ซึ่งปัจจุบันการผ่าตัดไส้ติ่งแบ่งออกเป็น 2 วิธี ได้แก่
การผ่าตัดแบบเปิด (Open Appendectomy)
การผ่าตัดไส้ติ่งแบบเปิด (Open Appendectomy) เป็นวิธีผ่าไส้ติ่งดั้งเดิมที่ใช้มานาน โดยแพทย์จะผ่าเปิดแผลบริเวณหน้าท้องด้านขวาประมาณ 3-10 เซนติเมตร เพื่อเข้าถึงตำแหน่งของไส้ติ่งที่อักเสบ วิธีนี้มีข้อได้เปรียบคือ ช่วยให้แพทย์มองเห็นบริเวณที่อักเสบได้โดยตรง เหมาะกับผู้ป่วยที่มีไส้ติ่งแตกจนมีการติดเชื้อ หรือมีหนองมากในช่องท้อง เพราะแพทย์สามารถล้างช่องท้องและควบคุมการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แล้วผ่าตัดไส้ติ่งแตก พักฟื้นกี่วัน? ด้วยขนาดแผลที่ใหญ่กว่าการผ่าตัดไส้ติ่งแบบส่องกล้อง ทำให้แผลผ่าไส้ติ่งอาจต้องใช้เวลาพักฟื้นนานขึ้น ต้องพักฟื้นที่โรงพยาบาลประมาณ 5-7 วันจึงจะกลับบ้านได้ ส่วนผ่าไส้ติ่งกี่วันหาย ก็ขึ้นอยู่กับการดูแลหลังผ่าตัดของแต่ละคน
การผ่าตัดแบบส่องกล้อง (Laparoscopic Surgery)
การผ่าตัดไส้ติ่งแบบส่องกล้อง หรือ Laparoscopic Surgery เป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น โดยแพทย์จะทำการเปิดแผลผ่าตัดไส้ติ่งขนาดเล็กเพียง 3 จุด เพื่อใส่กล้อง Laparoscope ความละเอียดสูงเข้าไปพร้อมอุปกรณ์ผ่าตัด วิธีนี้ช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง ทำให้ผู้ป่วยเจ็บน้อยกว่า ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น แผลมีขนาดเล็ก และยังช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน
ด้วยการผ่าตัดวิธีนี้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถลุกเดินได้เร็ว และกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายในเวลาไม่นาน จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการพักฟื้นระยะสั้น หรือผู้ที่ให้ความสำคัญเรื่องความสวยงามของแผล
ผ่าตัดไส้ติ่ง มีข้อดีอย่างไร ทำไมควรผ่า?
การผ่าตัดไส้ติ่ง โดยเฉพาะการผ่าตัดแบบส่องกล้อง เป็นวิธีการรักษาที่มีข้อดีหลายประการ ดังนี้
- ลดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง : ป้องกันไส้ติ่งแตก ลดความเสี่ยงติดเชื้อในช่องท้อง ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
- แผลมีขนาดเล็ก : แผลผ่าตัดไส้ติ่งแบบส่องกล้องมีขนาดเล็กมาก แค่ประมาณ 0.5-1 ซม. ลดการเกิดแผลเป็นขนาดใหญ่
- ลดความเจ็บปวดหลังการผ่าตัด : การบาดเจ็บของเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องมีน้อย ทำให้ความปวดหลังผ่าตัดลดลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิด
- ระยะเวลาการพักฟื้นสั้นลง : ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่ได้รับการผ่าตัดไส้ติ่งแบบส่องกล้อง จะใช้เวลาพักฟื้นในโรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน และสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้เร็วขึ้น
- ป้องกันการเป็นซ้ำ : เมื่อไส้ติ่งถูกนำออกไปแล้ว โอกาสที่จะเกิดภาวะไส้ติ่งอักเสบซ้ำอีกครั้งจึงเป็นศูนย์
ดูแลตัวเองหลังผ่าตัดไส้ติ่งให้แผลฟื้นตัวไว พักฟื้นสั้น
หลังผ่าตัดไส้ติ่ง ควรดูแลตัวเองตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เพื่อให้สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว และลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่บริเวณแผลผ่าตัดไส้ติ่งได้ดี โดยมีข้อปฏิบัติ ดังนี้
- รักษาแผลผ่าตัดไส้ติ่งให้สะอาด และแห้งอยู่เสมอ ล้างแผล-เปลี่ยนผ้าปิดแผลตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อป้องกันการอักเสบ ติดเชื้อ
- สังเกตอาการผิดปกติ เช่น อาการบวม แดง ร้อน หรือมีหนอง ให้รีบพบแพทย์ทันที
- ควรลุกเดินเบา ๆ เพื่อกระตุ้นลำไส้ ลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดไส้ติ่ง
- งดการยกของหนัก หรือออกกำลังกายหนัก ๆ อย่างน้อย 2-3 สัปดาห์
- ในช่วงแรกควรรับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย และค่อย ๆ ปรับไปรับประทานอาหารปกติ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด หรืออาหารที่ทำให้ท้องอืด
- รับประทานยาให้ครบ ตามที่แพทย์สั่ง
- ไปพบแพทย์ตามนัดเสมอ เพื่อประเมินการสมานของแผลผ่าตัดไส้ติ่ง และตรวจดูภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้ เช่น แผลติดเชื้อ หรือไส้เลื่อนบริเวณรอยแผล
ผ่าตัดไส้ติ่ง ไม่เสี่ยงเป็นซ้ำ หมดห่วงเรื่องภาวะแทรกซ้อนรุนแรง
การผ่าตัดไส้ติ่ง เป็นการรักษาภาวะไส้ติ่งอักเสบที่มีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันไม่ให้ไส้ติ่งแตกจนนำไปสู่การติดเชื้อในช่องท้องที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ปัจจุบันมีวิธีผ่าตัดไส้ติ่งอยู่ 2 วิธี คือการผ่าตัดแบบเปิด และผ่าตัดส่องกล้อง ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการและความต้องการแตกต่างกัน หากมีอาการ หรือสงสัยว่าจะมีภาวะไส้ติ่งอักเสบ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล
หรือติดต่อสอบถามกับโรงพยาบาลพระเก้า ได้ที่
- Facebook : Praram 9 hospital
- Line : @Praram9Hospital
- โทร. 1270



