วันที่ 7 พฤษภาคม 69 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์สวนทุเรียนในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ หลังเกษตรกรหลายรายได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภัยแล้งและสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน จนสวนทุเรียนจำนวนมากเริ่มยืนต้นตาย และผลผลิตลดลงอย่างน่าวิตก

ที่บ้านชำปะโต หมู่ 3 ตำบลอาโพน อำเภอบัวเชด พบสวนทุเรียนของ นายทอน ชุ่มจิตร อายุ 66 ปี บนพื้นที่กว่า 25 ไร่ อยู่ในสภาพซบเซา หลายต้นแห้งเหี่ยว ขณะที่ผลทุเรียนจำนวนมากร่วงหล่นกระจัดกระจายทั่วสวน

นายทอน เปิดเผยว่า สวนของตนแบ่งปลูกทุเรียนออกเป็น 3 รุ่น โดยรุ่นแรกมีพื้นที่ 5 ไร่ จำนวน 70 ต้น อายุประมาณ 7 ปี ขณะนี้ยืนต้นตายไปแล้วกว่าครึ่ง เนื่องจากขาดน้ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน

ส่วนรุ่นที่ 2 จำนวน 160 ต้น อายุ 5 ปี แม้เริ่มให้ผลผลิตแล้ว แต่ปีนี้เก็บผลผลิตได้เพียงประมาณ 1 ตันเท่านั้น อีกทั้งผลทุเรียนส่วนใหญ่ยังมีขนาดเล็ก ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด แตกต่างจากปีที่ผ่านมา ที่สามารถสร้างผลผลิตได้มากกว่า 3 ตัน และมีรายได้เพียงพอสำหรับเลี้ยงครอบครัว

ขณะที่ทุเรียนรุ่นที่ 3 จำนวน 160 ต้น อายุ 3 ปี แม้ยังไม่ถึงช่วงให้ผลผลิต แต่ก็เริ่มได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแล้งจัดเช่นเดียวกัน

นายทอน ระบุว่า นอกจากภัยแล้งแล้ว ต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง ทั้งราคาปุ๋ย ค่าน้ำมัน และค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำ กลายเป็นภาระหนักจนไม่สามารถดูแลสวนได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา ยังทำให้ตนและครอบครัวต้องอพยพออกจากพื้นที่ถึง 2 ครั้ง ทิ้งสวนไว้นานนับเดือน ส่งผลให้ต้นทุเรียนขาดการดูแลและขาดน้ำอย่างต่อเนื่อง

“ปีนี้แล้งจัด น้ำไม่มี ต้นทุนก็สูง แถมต้องหนีเหตุการณ์ไปเป็นเดือนๆ ทุเรียนขาดน้ำ ตายไปกว่าครึ่งสวน เหลืออยู่ก็ลูกเล็ก รายได้หายไปเยอะมาก” นายทอน กล่าวด้วยน้ำเสียงกังวล

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความเปราะบางของเกษตรกรในพื้นที่ชายแดน ที่ต้องเผชิญทั้งภัยธรรมชาติและปัญหาความไม่มั่นคงในพื้นที่พร้อมกัน จึงเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเร่งลงพื้นที่สำรวจและให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ก่อนสวนทุเรียนซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของพื้นที่ จะได้รับความเสียหายหนักไปมากกว่านี้.