เมื่อวันที่ 7 พ.ค. นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยม และมอบนโยบายให้แก่กรมท่าอากาศยาน (ทย.) ว่า ได้มอบหมายให้ ทย. เร่งดำเนินมาตรการ Quick Win ตามนโยบายนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ไม่ว่าจะเป็นการขยายทางวิ่ง (รันเวย์) ในท่าอากาศยานที่ยังไม่สามารถรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ได้ เพื่อรองรับเที่ยวบิน และปริมาณผู้โดยสารมากขึ้น การสร้างอัตลักษณ์เฉพาะของแต่ละสนามบิน ตลอดจนการนำกิจกรรมใหม่เข้ามาเพิ่มรายได้ อาทิ ธุรกิจโลจิสติกส์ คาร์โก้ และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่

นายภัทรพงศ์ กล่าวอีกว่า มอบให้ ทย. จัดทำมาตรการช่วยเหลือสายการบินที่ได้รับผลกระทบ และจำเป็นต้องนำเครื่องบินมาจอดพักที่ท่าอากาศยาน ทย. ในช่วงวิกฤติราคาน้ำมัน และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง เพื่อลดภาระต้นทุนให้สายการบิน เบื้องต้นได้รับรายงานว่า ทย. จะลดค่าจอดอากาศยาน 50% เป็นเวลา 6 เดือน เริ่มเดือน พ.ค. 2569 ส่วนแนวทางการเพิ่มรายได้ ขณะนี้กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ฉบับใหม่ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการใช้พื้นที่ราชพัสดุภายในสนามบิน โดยจะขยายอายุสัญญาเช่าจากเดิมไม่เกิน 3 ปี เป็น 5-10 ปีสำหรับพื้นที่ในอาคาร และอาจขยายได้สูงสุดถึง 30 ปีสำหรับพื้นที่ภายนอกในบางประเภทกิจการ เพื่อจูงใจให้เอกชนลงทุนโครงการขนาดใหญ่ เช่น โรงแรม หรือพื้นที่เชิงพาณิชย์รอบสนามบิน คาดว่าจะลงนามได้ภายใน 1-2 เดือนนี้
ผู้สื่อข่าวถามถึงนโยบายการโอนการบริหารจัดการท่าอากาศยาน ทย. 3 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานกระบี่, ท่าอากาศยานอุดรธานี และท่าอากาศยานบุรีรัมย์ ให้บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ ทอท. ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่จะให้โอนย้ายสนามบิน เนื่องจากมองว่าสนามบินภูมิภาคบางแห่งยังมีศักยภาพที่สามารถบริหารจัดการเองได้ และมีกำไร สามารถนำมาอุดหนุนสนามบินที่ไม่มีกำไรได้ อย่างไรก็ตามขณะนี้ ทย. และ ทอท. อยู่ระหว่างทบทวนความเหมาะสมอีกครั้ง เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลง หากพบว่าไม่เหมาะสม ก็จำเป็นต้องเสนอขอยกเลิกมติ ครม. เดิม

ด้านนายดนัย เรืองสอน อธิบดี ทย. กล่าวว่า ท่าอากาศยาน 3 แห่ง อยู่ระหว่างดำเนินการต่อเติมฯ ประกอบด้วย ท่าอากาศยานตรัง ขยายจาก 2,300 เมตร เป็น 2,990 เมตร วงเงิน 1,775 ล้านบาท, ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ ขยายจาก 2,100 เมตร เป็น 2,900 เมตร วงเงิน 949 ล้านบาท และท่าอากาศยานระนอง ขยายจาก 2,000 เมตร เป็น 2,400 เมตร วงเงิน 562 ล้านบาท ส่วนอีก 2 แห่ง เตรียมลงนามสัญญาจ้างประมาณเดือน มิ.ย. 2569 ประกอบด้วย ท่าอากาศยานชุมพร ขยายจาก 2,100 เมตร เป็น 2,990 เมตร วงเงิน 1,500 ล้านบาท และท่าอากาศยานแพร่ ขยายจาก 1,500 เมตร เป็น 2,100 เมตร วงเงิน 400 ล้านบาท
นายดนัย กล่าวอีกว่า โครงการที่พร้อมมากที่สุดคือ ท่าอากาศยานบึงกาฬ ซึ่งรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) แล้ว อยู่ระหว่างสำรวจอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน ต้นไม้ และสิ่งปลูกสร้าง เพื่อจัดทำกรอบงบประมาณโครงการ เบื้องต้นวงเงินค่าก่อสร้างประมาณ 5 พันล้านบาท ไม่รวมงานเวนคืนที่ดิน คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2572 เปิดบริการปี 2575 เร็วกว่าแผนงานที่วางไว้ เนื่องจาก EIA ผ่านการพิจารณาเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยจะเป็นท่าอากาศยานแห่งใหม่ลำดับที่ 29 ของ ทย.



