เมื่อวันที่ 7 พ.ค. นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับผู้แทนการท่าเรือแห่งประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม บริษัทที่ปรึกษา และที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อหารือถึงปัญหาและอุปสรรคของงานถมทะเลในโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งปัจจุบันยังไม่สามารถส่งมอบงานได้ตามแผน โดยการประชุมครั้งนี้ มุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านวิศวกรรม การออกแบบ และกระบวนการควบคุมคุณภาพงานถมดินและก่อสร้างท่าเรือ เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยคำนึงถึงมาตรฐานด้านวิศวกรรม ความปลอดภัย และผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ

ในการประชุม มีนายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรมว.คมนาคม นายโสภณ ปิยะภาณี ผู้ช่วยปลัดกระทรวงคมนาคม เข้าร่วม พร้อมด้วยผู้แทนจากการท่าเรือแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย ว่าที่ร้อยตรีรัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ กทท. สายการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการผู้อำนวยการ กทท., เรือโทกิตติคุณ จารุวัฒนายนต์ รองผู้อำนวยการ กทท. สายวิศวกรรม, นางสิริมา กีรตยาคม รองผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง, นางพรทิพา ทวีนุช นักบริหาร 13 (โครงการร่วมลงทุน ทลฉ.), นายปารุศ ลือวิทวัส ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายการช่าง และนายกฤษฎา อุดมโภชน์ พนักงานการสินค้า 12 สปก.

นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เข้าร่วม ได้แก่ รศ. เอนก ศิริพานิชกร นายก วสท., รศ. ดร.ภาณุวัฒน์ จ้อยกลัด ประธานสาขาวิศวกรรมโยธา และ รศ. ดร.สมโพธิ อยู่ไว ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเทคนิคธรณี พร้อมด้วยผู้แทนจากบริษัท เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด บริษัท โชติจินดา คอนซัลแตนท์ จำกัด และบริษัท วีระวงศ์ ที่ปรึกษากฎหมาย เข้าร่วมประชุมและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านเทคนิคและข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ที่ประชุมได้หารือในประเด็นสำคัญ อาทิ ข้อมูลการสำรวจชั้นดินและผลการทดสอบดิน รายละเอียดแบบก่อสร้างและเกณฑ์การออกแบบท่าเรือ รูปแบบการใช้งานและน้ำหนักบรรทุกของท่าเรือ ขั้นตอนและมาตรฐานการถมดินและบดอัดดิน ตลอดจนกระบวนการควบคุมคุณภาพ การตรวจสอบ และเกณฑ์การตรวจรับงาน เพื่อร่วมกันวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาและกำหนดแนวทางแก้ไขอย่างรอบด้าน
นายสรรเพชญ ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานอย่างรอบคอบ โปร่งใส และยึดหลักวิชาการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเป็นที่ยอมรับต่อประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน พร้อมย้ำว่าการแก้ไขปัญหาของโครงการสำคัญระดับประเทศ จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบโลจิสติกส์ของประเทศ



