เมื่อวันที่ 8 พ.ค. นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย ได้ให้ความเห็นกรณีนายทักษิณ ชินวัตร จะได้รับการพักโทษในวันที่ 11 พฤษภาคม นี้ ความว่า บันทึกจากนายกสมาคมทนายความฯ

อันเนื่องมาจากคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ เห็นว่าอดีตนายกทักษิณ มีคุณสมบัติตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาดฯ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564 คือ เป็นนักโทษเด็ดขาดชั้นกลาง ต้องโทษจำคุกมาแล้ว 2 ใน 3 ของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด และได้รับพักการลงโทษไม่เกิน 1 ใน 3 ของกำหนดโทษที่ระบุไว้ในหมายแจ้งโทษเด็ดขาด แต่มีเงื่อนไขว่า อดีตนายกทักษิณจะต้องติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ตลอดระยะเวลา 4 เดือนของการพักโทษ นั้น

จากกรณีดังกล่าว แม้ว่าการติดกำไล EM นั้น เป็นหลักเกณฑ์ของการคุมประพฤติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันความเสี่ยงกรณีที่ผู้ต้องหาหรือจำเลยจะหลบหนี หรือจะไปก่อภยันตรายประการอื่นใด เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยของสังคม ซึ่งเหมาะที่จะใช้กับผู้ต้องหาหรือนักโทษในคดีอาญาที่มีอัตราโทษจำคุกสูง และเกรงว่าจะออกมาทำความผิดซ้ำอีก

แต่ในกรณีอดีตนายกทักษิณจะเห็นได้ว่า ตามพฤติการณ์ไม่มีเหตุให้ต้องหลบหนีแต่อย่างใด เนื่องจากคดีนี้มีอัตราโทษตามคำพิพากษาจำคุกเพียง 1 ปี และได้รับโทษมาแล้ว 2 ใน 3 คงเหลือเพียง 4 เดือน โดยการพักโทษ ประกอบกับเป็นผู้สูงอายุ 76 ปี มีโรคประจำตัว เมื่อพิเคราะห์ความหนักเบาของข้อหา ไม่มีเหตุออกมาให้กระทำความผิดซ้ำ

และข้อสำคัญการถูกดำเนินคดีนี้เกิดจากผลพวงของการปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อปี 2549 อีกทั้งคดีดังกล่าวไม่ใช่คดีร้ายแรงที่เป็นภยันตรายต่อประชาชน ประกอบกับในอดีตท่านเป็นนายกรัฐมนตรีที่ทำประโยชน์และคุณงามความดีให้กับประเทศชาติจนเป็นที่ยอมรับของประชาชนส่วนใหญ่มาโดยตลอด

จากเหตุผลและข้อเท็จจริงดังกล่าว จะเห็นได้ว่ามติของคณะอนุกรรมการฯ น่าจะขัดกับหลักเจตนารมณ์ของกฎกระทรวงกำหนดประโยชน์นักโทษเด็ดขาด ตามข้อ 44 เพราะคณะกรรมการฯ มิได้นำพฤติการณ์แห่งคดี ระยะเวลาการคุมประพฤติ ความน่าเชื่อถือ ผลกระทบด้านความปลอดภัย มาประกอบการพิจารณาพักการลงโทษโดยไม่มีเงื่อนไข

ซึ่งหากคณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาถึงหลักเกณฑ์อย่างเสมอภาคและยุติธรรมแล้ว ก็จะมีเหตุเชื่อได้ว่าอดีตนายกทักษิณไม่มีความจำเป็นที่จะต้องติดกำไล EM ตลอดระยะเวลาการพักโทษ แต่อย่างใด