สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากเมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 8 พ.ค. ว่า รัฐบาลวอชิงตัน ซึ่งคว่ำบาตรคิวบามาตั้งแต่ปี 2503 เพิ่มมาตรการอีกในปีนี้ โดยข่มขู่ว่าจะเรียกเก็บภาษีจากประเทศที่จัดหาน้ำมันให้กับคิวบา รวมถึงกล่าวเป็นนัยหลายครั้งหลายหนว่า สหรัฐอาจดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อคิวบา
ขณะนี้มีเพียงรัสเซียเท่านั้น ที่ยังส่งน้ำมันไปยังคิวบา เนื่องจากโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าเป็นอย่างมาก ซึ่งการปิดล้อมทางพลังงานของสหรัฐ ส่งผลให้รัฐบาลฮาวานาต้องจำกัดการให้บริการที่สำคัญ ขณะที่ธุรกิจและบ้านเรือนบางแห่ง หันไปใช้พลังงานทางเลือกอื่น เช่น พลังงานแสงอาทิตย์
UN experts warn US fuel blockade in Cuba puts human rights at risk @sightmagazine #Cuba #US #UNHumanRightsOffice #USoilblockade https://t.co/UmmBt2nh6T
— Sight Magazine (@sightmagazine) May 8, 2026
ทั้งนี้ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญอิสระที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี) ระบุในแถลงการณ์ว่า มาตรการปิดล้อมของสหรัฐ ทำให้ปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิงทั่วคิวบาทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก และผลักดันให้บริการที่จำเป็นตกอยู่ในภาวะวิกฤติ
“แม้คำสั่งฝ่ายบริหารระบุถึงความกังวลด้านสิทธิมนุษยชนในคิวบา แต่ก็ไม่ได้พิจารณาว่า มาตรการเหล่านั้น ซึ่งเป็นมาตรการบีบบังคับฝ่ายเดียว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการใช้สิทธิมนุษยชนของประชาชนชาวคิวบาอย่างไร” กลุ่มผู้สันทัดกรณี กล่าวเพิ่มเติม
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทรัมป์ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารอีกฉบับหนึ่ง เพื่อขยายมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐต่อบุคคล นิติบุคคล และบริษัทในเครือที่ให้การสนับสนุนหน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐบาลฮาวานา โดยล่าสุด สหรัฐดำเนินการคว่ำบาตรต่อกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่บริหารโดยกองทัพคิวบา รวมถึงกิจการร่วมค้าเหมืองแร่ระหว่างคิวบากับแคนาดา.
เครดิตภาพ : REUTERS



