ผลการศึกษาผลการดำเนินมาตรการภาษีเครื่องดื่มต่อการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวานเปิดเผยในการประชุมสรุปผลงานประจำปี 2568 ณ โรงแรมทีเค พาเลซ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร พบว่า มาตรการภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มตามปริมาณน้ำตาลที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2561 ส่งผลชัดเจนต่อ “ฝั่งการผลิต” มากกว่าการกดราคาให้ผู้บริโภคลดการซื้องานวิจัยพบว่า กลุ่มผู้ประกอบการเครื่องดื่มอัดลม เกลือแร่ และชูกำลัง ซึ่งเป็นพิกัดภาษีที่ใหญ่ที่สุดและเคยแจ้งว่าต้องใช้เวลาปรับสูตรนานถึง 6-8 ปี กลับปรับตัวได้จริงภายใน 2-3 ปี โดยลดปริมาณน้ำตาลจาก 17 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร เหลือ 6-8 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร

การเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณยิ่งสะท้อนภาพชัดขึ้น งานวิจัยพบว่า เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลต่ำกว่า 6 กรัมต่อ 100 มิลลิลิตร ซึ่งอยู่นอกเกณฑ์ต้องเสียภาษี พุ่งจากเพียง 90 ล้านลิตรในช่วงก่อนบังคับใช้มาตรการ ขึ้นมาอยู่ที่ราว 5,000 ล้านลิตรในปัจจุบัน

 ในทางกลับกัน เครื่องดื่มที่ถูกจัดเก็บภาษีสูงสุด ลดลงจาก 819 ล้านลิตร เหลือเพียง 58 ล้านลิตรเท่านั้น ผลกระทบสะท้อนชัดในกลุ่มเครื่องดื่มทรีอินวัน กาแฟ และชาพร้อมดื่ม โดยเครื่องดื่มประเภทชาปรับสูตรได้สูงสุดเกือบ 80% ทำให้ปัจจุบันชาและกาแฟพร้อมดื่มส่วนใหญ่อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ภาษี 6 กรัมแล้ว นอกจากนี้ สัดส่วนเครื่องดื่มน้ำตาลต่ำกว่า 6 กรัม ขยายตัวจาก 1% ของตลาด เพิ่มขึ้นเป็น 84% หรือราว 2,100-2,200 ล้านลิตร

อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาพบข้อยกเว้นที่น่ากังวล กลุ่มไซรัปและน้ำหวานเข้มข้นบางยี่ห้อแทบไม่ปรับลดน้ำตาล แต่กลับขึ้นราคาจากไม่เกิน 40 บาทต่อขวด เป็นเกือบ 80 บาทในปัจจุบัน โดยยอดบริโภคก็ไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่ามาตรการภาษียังมีช่องโหว่ในสินค้ากลุ่มนี้

ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ประธานเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน เปิดเผยว่า แม้มาตรการภาษีจะประสบความสำเร็จในกลุ่มเครื่องดื่มอย่างชัดเจน แต่ภัยใหม่ที่น่าเป็นห่วงคือการบริโภคน้ำตาลทางอ้อมโดยไม่รู้ตัว ซึ่งสะสมนำไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุนอกจากนี้ ยังพบสัญญาณเตือนใหม่จากกลุ่มลูกอมและลูกกวาดที่วนกลับมาเป็นภัยเงียบต่อสุขภาพช่องปากของเด็ก โดยที่สังคมแทบไม่ทันตั้งตัว เครือข่ายฯ จึงเตรียมหามาตรการเพิ่มเติมเพื่อเฝ้าระวังและติดตามผลกระทบจากสินค้ากลุ่มนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป