เมื่อวันที่ 8 พ.ค. พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ สว่างงาม ผบก.จร. พ.ต.อ.ณัฐพงษ์ เชื้อเดช รอง ผบก.จร. สั่งการให้ พ.ต.อ.เสกสรรค์ ชุ่มแจ่ม ผกก.2 บก.จร. พ.ต.ท.ดามพวร ทองอิ่ม รอง ผกก.งานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีรังสิต/ทางพิเศษ พ.ต.ท.ภุชงค์ เม้าทุ่ง สว.จร.งานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีรังสิต/ทางพิเศษ จ.ส.ต.คธาวุธ ปิ่นแก้ว จ.ส.ต.ธีร์ ขาบจันทึก ผบ.หมู่งานศูนย์ควบคุมจราจรวิภาวดีรังสิต/ทางพิเศษ กก.2 บก.จร. จับกุมผู้ต้องหา 3 ราย

หลังก่อเหตุรวมกลุ่มแข่งรถจักรยานยนต์บนถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้า เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 69 โดยมีพฤติการณ์ขับรถเร็วสูง กีดขวางจราจร ไม่สวมหมวกนิรภัย และปิดบังแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่งในคืนเกิดเหตุในกลุ่มประสบอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิต 1 ราย เจ้าหน้าที่แกะรอยจากกล้องวงจรปิดจนระบุตัวตนได้ จนกระทั่งวันที่ 5 พ.ค. 69 ผู้ต้องหาทั้ง 3 ได้เข้ามอบตัวและรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 69 ศาลแขวงดอนเมืองได้มีคำพิพากษา โทษจำคุก: 1 เดือน (รอลงอาญา 1 ปี) ปรับคนละ 10,000 บาท พร้อมมาตรการคุมประพฤติ รายงานตัว 4 ครั้งใน 1 ปี และทำงานบริการสังคม 24 ชั่วโมง พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ 180 วัน และ สั่งติดตั้งกำไล EM เป็นเวลา 15 วัน โดยสั่งห้ามออกจากที่พักอาศัยตั้งแต่เวลา 22.00-05.00 น. เพื่อป้องกันการกลับไปรวมกลุ่มแข่งรถซ้ำ

นอกจากนี้จับกุมผู้ต้องหาขับขี่รถจักรยานยนต์ก่อเหตุอุกอาจ เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 69 โดยผู้ต้องหาได้ขี่รถมาถึงบริเวณห้าแยกลาดพร้าว ซึ่งเป็นจุดกวดขันวินัยจราจร แต่กลับขัดขืนคำสั่งเจ้าหน้าที่ด้วยการเร่งเครื่องหลบหนี จนเฉี่ยวชน ส.ต.ท.วัชรพงษ์ เสนาพงษ์ ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บที่มือ

ภายหลังการสืบสวนจนทราบตัวบุคคล ผู้ต้องหาได้เข้าพบพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 5 พ.ค. 69 และให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยถูกแจ้งข้อหาหนัก “ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยฯ” พร้อมเปรียบเทียบปรับข้อหาอื่นๆ ตาม พ.ร.บ.จราจรฯ เช่น ไม่สวมหมวกนิรภัยทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้าย และฝ่าฝืนสัญญาณมือเจ้าพนักงาน และศาลแขวงพระนครเหนือ ได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก: 2 เดือน (รอลงอาญา 2 ปี) ปรับ: 2,500 บาท รายงานตัว 3 ครั้ง และทำงานบริการสังคม 12 ชั่วโมง ในระยะเวลา 1 ปี พักใช้ใบอนุญาตขับขี่เป็นเวลา 6 เดือนและให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางให้ตกเป็นของแผ่นดิน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันจะดำเนินมาตรการเชิงรุกตาม “โครงการถนนปลอดภัย วิภาวดี” เพื่อกวดขันวินัยจราจรและป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างเข้มงวดต่อไป.



