เบื้องต้นตำรวจแจ้ง 3  ข้อหา ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย  ขับรถในขณะเมาสุรา และทำให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย นำตัวฝากขัง และศาลให้ประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 1.2 แสนบาท

คงไม่ต่างจากคดีอุบัติเหตุเมาขับทั่วไปที่เกิดขึ้นรายวัน  คนเมา ขับรถ ชนคนเสียชีวิต  จบที่ถูกดำเนินคดี  ขณะที่สังคมไม่ได้บทเรียนอะไรเพิ่มเติม แม้ความสูญเสียเช่นนี้จะมีให้เห็นบ่อยครั้ง กลายเป็นคำถามจะทำอย่างไร…ให้ความสูญเสียเหล่านี้  หรือที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต มีบรรทัดฐานที่ “ต่าง” ออกไป

ไม่รอด-ไม่คุ้ม ข้อเสนอที่น่าจะทำให้ท้องถนนประเทศไทยปลอดภัยขึ้น เป็นหนึ่งเสียงสะท้อนผ่านเครือข่ายความปลอดภัยทางถนน อย่าง ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) โดย นพ.ธนะพงศ์  จินวงษ์  ผู้จัดการ ศวปถ. เผยผ่าน “ทีมข่าวอาชญากรรม” ถึงความสูญเสียที่เพิ่งเกิดขึ้นล่าสุด

สิ่งที่ต้องสื่อสารข้อสำคัญคือ ห่วงโซ่ที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ ต้นน้ำ (จุดจำหน่ายแอลกอฮอล์) กลางน้ำ (การบังคับใช้กฎหมาย) และปลายน้ำ (บทลงโทษที่ต้องเหมาะสม) โดยเฉพาะกลางน้ำ และปลายน้ำ เป็นโจทย์ต้องผลักดันประสิทธิภาพในการป้องปรามให้มากขึ้น  

หลักการ คือต้องทำให้รู้สึกว่าไม่รอด และไม่คุ้มหากเมาแล้วขับ  เพราะอาจถูกจำคุก  ริบรถ หรือมีบทลงโทษจากต้นสังกัด 

พร้อมระบุ ปัจจุบันต้นน้ำอย่างจุดจำหน่าย พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568 มีสาระสำคัญกำหนด “ห้ามขายให้คนเมา” แต่ยังติดข้อจำกัดในทางปฏิบัติของผู้ประกอบการ ร้านจำหน่ายที่จะปฏิบัติจริง

ขณะกลางน้ำอย่างการบังคับใช้กฎหมาย  อัยการสูงสุดเคยมีหนังสือเวียนถึงอัยการทั่วประเทศ เรื่องแนวปฏิบัติในการดำเนินคดีกับผู้ขับรถขณะเมาสุราแล้วทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น โดยให้พนักงานอัยการที่รับสำนวนเพิ่มการพิจารณาว่าเป็นการ “ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น” เพื่อให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่ม รวมถึงพ่วงการขอให้ศาลริบรถของกลาง  และยังมี พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ กรณีเมาขับผิดซ้ำ ให้เสนอศาลจำคุกด้วยเสมอ

ส่วนปลายน้ำ ต้องทำให้บทลงโทษบังคับใช้จริงจัง  เนื่องจากที่ผ่านมาสังคมเรียนรู้กันว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุขับรถชนคนเสียชีวิตจะถูกตั้งข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 291 ของประมวลกฎหมายอาญา โทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 10 ปี  หากรับสารภาพ ศาลลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 5 ปี ซึ่งโทษ 5 ปี อยู่ในดุลพินิจที่ศาลรอลงอาญาได้ ซึ่งเป็นจุดอ่อนเพราะไม่ทำให้รู้สึกว่าไม่รอด-ไม่คุ้มจากเหตุการณ์นี้

“เพราะการบังคับใช้กฎหมายไม่จริงจัง  บทลงโทษไม่ถึงขั้นทำให้คนขับขี่รู้สึกว่าไม่คุ้มสักที”

อย่างไรก็ตาม  กรณีล่าสุดทราบว่ามูลนิธิเมาไม่ขับ มีการทำหนังสือถึงอัยการจังหวัดปทุมธานี เพื่อให้พิจารณาดำเนินการตามแนวปฏิบัติในการดำเนินคดีกับคนเมาขับ

ผู้จัดการ ศวปถ.  ยังมองว่าการเคลื่อนไหวของต้นสังกัดมีส่วนต่อการเป็นแบบอย่างให้สังคม  ยกตัวอย่าง กรณีเมาขับชนคนเสียชีวิตก่อนหน้านี้ที่เกิดขึ้นกับนักฟุตบอลดาวรุ่งรายหนึ่ง จนถูกต้นสังกัดยกเลิกสัญญา  เช่นเดียวกันในกรณีของนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ล่าสุด  นอกเหนือการแถลงการณ์ของสถาบันการศึกษาที่ยืนยันต่อต้านพฤติกรรมเมาขับ  มองว่าควรมีมาตรการรูปธรรมอื่นให้เป็นแบบของสังคม

การรับรู้ได้ถึงความแน่นอนของ “บทลงโทษ” เมื่อกระทำผิด  ทั้งในทางกฎหมายที่ “ไม่รอด” และผลกระทบต่อชีวิตที่ “ไม่คุ้ม” หากมีตัวอย่างให้เห็นมากขึ้น ความเสี่ยงบนท้องถนนจากคนเมาอาจมีโอกาสลดลง.      

ทีมข่าวอาชญากรรม  รายงาน