จากกรณีที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือ จำนวน 20 เที่ยวเรือ ด้วยเรือ 12 ลำ (จาก 9 บริษัทเรือ) ที่เเล่นเข้ารับน้ำมันจากโรงกลั่นในพื้นที่ภาคตะวันออกไปยังคลังน้ำมันใน จ.สุราษฎร์ธานี ก่อนพบว่ามีน้ำมันหายกลางทะเล จ.สุราษฎร์ธานี ประมาณ 57-60 ล้านลิตร โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้เชิญกรรมการบริษัทเรือขนส่งน้ำมัน จำนวน 8 บริษัทที่เป็นเจ้าของเรือทั้ง 12 ลำ และอีก 1 บริษัทที่ใช้บริการเช่าเรือจากลีสซิ่งที่ให้บริการเช่าเรือมาสอบปากคำในฐานะพยาน โดยเริ่มต้นสอบสวนปากคำตั้งแต่วันอังคารที่ 21 เม.ย.69 – วันพฤหัสบดีที่ 30 เม.ย.69 ที่ผ่านมา ซึ่งประเด็นที่ใช้ในการสอบถาม อาทิ การประกอบธุรกิจของบริษัท ใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรือ ความเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันทางเรือในช่วงวิกฤตขาดแคลนพลังงาน สัญญาจ้าง ตลอดจนใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรือ หลังพบความผิดปกติหลายอย่างในการขนส่งน้ำมันทางเรือในจำนวนดังกล่าว ทั้งการปิด GPS ถึง 10 เที่ยวเรือ การพบว่าเรือจอดอยู่กลางทะเล ซึ่งคาดว่าอาจจะมีการถ่ายน้ำมันกลางทะเลถึง 2 เที่ยวเรือ และการประวิงเวลาที่ชัดเจนถึง 20 เที่ยวเรือ ซึ่งเป็นการประวิงเวลาเดินเรือในห้วงก่อนวันที่ 26 มี.ค.69 ที่คณะกรรมการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้มีมติค่ำวันที่ 25 มี.ค.69 ปรับลดอัตราชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงกลุ่มเบนซินและดีเซลรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร โดยคณะพนักงานสอบสวนจะได้นำคำให้การของบริษัทเรือไปหารือกับศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล (ศรชล.) เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไปว่ามีเรือเที่ยวใด เรือลำใด ของบริษัทใด มีพฤติการณ์ความผิดกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร ตามที่มีการรายงานข่าวไปอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น
ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 8 พ.ค. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รายงานว่า พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มอบหมายให้กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค นำโดย พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ร.ท.ภชภณ สุพานิชวรภาชน์ ผอ.ส่วนคดีคุ้มครองผู้บริโภค 1 พร้อมคณะพนักงานสืบสวนเดินทางไปยังศูนย์ยุทธการ ศรชล. ณ กองทัพเรือ พระราชวังเดิม เพื่อเข้าพบ พล.ร.ท.ไชยนันท์ ชูใหม่ ผอ.ศูนย์ยุทธการ ศรชล. และนาวาเอก ประวิทย์ แก้วใหญ่ รอง ผอ.กองตรวจสอบ ศูนย์ยุทธการ ศรชล. เพื่อหารือและบันทึกถ้อยคำเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจวิเคราะห์เส้นทางเดินเรือ ศรชล. ถึงแนวทางการวิเคราะห์กรณีประเด็นพบความผิดปกติของการเดินเรือขนส่งน้ำมันจากโรงกลั่นน้ำมันในพื้นที่ภาคตะวันออกไปยังคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานีในเดือนมีนาคม 2569 จำนวน 20 เที่ยวเรือ จาก 99 เที่ยวเรือ เพื่อประกอบการสืบสวนเปรียบเทียบกับคำให้การของบริษัทเรือ 9 บริษัทที่มีการสอบสวนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ ศรชล. ได้อธิบายถึงเครื่องมือและเทคนิคในการตรวจสอบ รวมทั้งให้ข้อแนะนำในการขยายผลจากคำให้การของบริษัทเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลต่อไป

ด้าน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกดีเอสไอ เปิดเผยว่า ทางดีเอสไอ และ ศรชล. ได้ประชุมหารือเกี่ยวกับเทคนิคการตรวจเรื่องการเดินเรือทั้งหมด 20 เที่ยวเรือต้องสงสัย ซึ่งข้อมูลที่ได้จาก ศรชล. จะถูกนำไปตรวจสอบเพิ่มเติม เช่น กรณีเรือเดินทางล่าช้า ปกติแล้วจะมีระบบ AIS หรือสัญญาณ AIS : Automatic Identification System ที่มีลักษณะจงใจหรือผิดปกติ หรือระยะเวลาการเดินเรือไม่สัมพันธ์กัน หรือการเดินเรือไม่สอดคล้องกันทั้ง ทิศทาง ระยะทาง และความเร็วเรือ ซึ่งทาง ศรชล. ให้เป็นข้อสังเกต และยังไม่ได้ระบุว่าผิดหรือถูกแต่อย่างใด หลังจากนี้คณะพนักงานสอบสวนจะใช้ประกอบการพิจารณาขยายผล และนอกจากนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 59/2569 เตรียมลงพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 17-23 พ.ค.69 เพื่อสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม.



