วานนี้ (8 พ.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับ “การชันสูตรประชากร” (Population autopsy) ครั้งสำคัญ ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลการเสียชีวิตของชาวอเมริกันมากกว่า 63 ล้านราย ระบุถึงปัจจัยหลัก 2 ประการที่ทำให้อายุขัยของคนทั้งประเทศสั้นลง พร้อมคำเตือนจากผู้เชี่ยวชาญว่าแนวโน้มนี้กำลังแย่ลงเรื่อยๆ
จากการเปรียบเทียบสหรัฐกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีระดับเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน 17 ประเทศ นักวิจัยพบว่าระหว่างปีค.ศ. 1999 – 2022 มีการเสียชีวิตของชาวอเมริกันเกือบ 12.7 ล้านรายที่ “สามารถหลีกเลี่ยงได้” กล่าวคือเป็นการเสียชีวิตโดยไม่สมควรเกิดขึ้น หากเทียบด้วยอัตราการเสียชีวิตที่เท่ากันระหว่างสหรัฐกับประเทศเหล่านั้น
ปัญหานี้ไม่มีทีท่าว่าจะบรรเทาลง โดยตัวเลขของการเสียชีวิตโดยไม่สมควรหรือ “การเสียชีวิตเกินจำเป็น” (Excess deaths) ต่อปีในสหรัฐเพิ่มขึ้นกว่าสามเท่าในช่วง 23 ปีที่ผ่านมา จากประมาณ 346,000 รายในปีค.ศ. 1999 พุ่งสูงถึง 905,159 รายในปีค.ศ. 2022
นักวิจัยระบุว่าปัจจัยสำคัญที่สุดสองประการที่ทำให้ชาวอเมริกันเสียชีวิตโดยไม่สมควรเหล่านี้ ได้แก่ โรคระบบหัวใจหลอดเลือดและระบบเมตาบอลิซึม ซึ่งมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ และ “การเสียชีวิตจากความสิ้นหวัง” (Deaths of Despair) ซึ่งเกี่ยวข้องกับยาเสพติด แอลกอฮอล์ และการฆ่าตัวตาย
เมื่อเจาะลึกลงไปก็พบว่า โรคเกี่ยวกับระบบหมุนเวียนโลหิต เช่น หัวใจวายและหลอดเลือดสมอง เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตเกินจำเป็นในเกือบทุกปีที่ทำการศึกษา แม้อัตราเหล่านี้เคยดีขึ้นในช่วงปีค.ศ. 1999-2009 แต่อัตราดังกล่าวกลับเริ่มสวนทางกับอัตราในประเทศมั่งคั่งอื่นๆ โดยแนวโน้มนี้ในสหรัฐเริ่มพลิกกลับมาแย่ลงและพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปีค.ศ. 2009 – 2022 โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใหญ่ช่วงอายุ 45-64 ปี ที่เริ่มพบอัตราการตายสูงขึ้น
ดร. นีล ชาห์ อายุรแพทย์โรคหัวใจจาก Northwell Health ระบุว่า ปัจจัยระยะยาวอย่างอัตราโรคอ้วนที่สูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินมีส่วนสำคัญอย่างมาก และเน้นย้ำว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องผลักดันนโยบายการตรวจคัดกรองและดูแลสุขภาพเชิงป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะสายเกินแก้
ในขณะเดียวกัน “การเสียชีวิตจากความสิ้นหวัง” กลายเป็นประเภทการตายที่เติบโตเร็วที่สุด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชาย ดร. เซเวียร์ ฮิเมเนซ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชและเวชศาสตร์เสพติด อธิบายว่าคำนี้ครอบคลุมถึงปัจจัยทางพฤติกรรมและสังคมที่ผลักดันให้คนเลือกใช้วิธีรับมือปัญหาที่ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ เช่น การใช้สารเสพติดเพื่อหนีความจริง หรือพฤติกรรมการกินที่ย่ำแย่ ซึ่งสุดท้ายก็นำไปสู่ความตาย
ตัวเลขการเสียชีวิตจากพิษยา แอลกอฮอล์ และการฆ่าตัวตายในสหรัฐพุ่งสูงขึ้นจากระดับที่ใกล้เคียงกับประเทศกลุ่มเปรียบเทียบในปีค.ศ. 1999 กลายเป็นยอดการเสียชีวิตเกินจำเป็นกว่า 130,000 รายในปีค.ศ. 2022 เพียงปีเดียว และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำด้านอัตราการตายในกลุ่มประชากรอายุต่ำกว่า 45 ปีขยายกว้างขึ้น
การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้ยอดการเสียชีวิตส่วนเกินพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงในปีค.ศ. 2020 – 2021 โดยไวรัสดังกล่าวเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตประมาณ 1 ใน 5 ของจำนวนการเสียชีวิตที่ไม่ควรเกิดขึ้นในช่วงนั้น โรคโควิด-19 ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อโรคอื่นๆ ด้วย รวมทั้งทำให้กระบวนการดูแลทางการแพทย์ต้องหยุดชะงัก ปัญหาสุขภาพจิตที่แย่ลง และความเครียดทางสังคมที่พุ่งสูง
แม้ข้อมูลล่าสุดจะระบุว่าชาวอเมริกันที่เกิดในปีค.ศ. 2024 อาจมีอายุขัยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 79 ปี ซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการติดตามในปีค.ศ. 1900 แต่ก็ยังคงเป็นตัวเลขที่ตามหลังประเทศอย่างสวิตเซอร์แลนด์ (84 ปี) และญี่ปุ่น (85 ปี) อยู่เกือบครึ่งทศวรรษ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบสุขภาพและสังคมของสหรัฐยังมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน
ที่มา : nypost.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



