เมื่อวันที่10 พ.ค. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจราชการในจังหวัดปัตตานี พร้อมด้วย นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาข้อติดขัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ติดตามการให้บริการท่าเทียบเรือชายฝั่งปัตตานี แผนขุดลอกร่องน้ำปัตตานี โครงการก่อสร้างทางแยกต่างระดับและโครงการขยายทางหลวงสายสำคัญ เพื่อเสริมศักยภาพเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาคอขวดด้านการคมนาคมที่เรื้อรังมานาน เพื่อสร้างโครงข่ายทางบกที่แข็งแกร่งรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของสามจังหวัดชายแดนใต้ กระทรวงคมนาคมได้รับทราบถึงปัญหาการจราจรติดขัด และอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนเส้นทางสายหลัก จึงได้สั่งการให้เร่งรัดโครงการทางบก เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งขณะนี้ได้เร่งรัดโครงการก่อสร้างทางแยกต่างระดับ 2 แห่งสำคัญ ได้แก่ แยกดอนยาง (จุดตัด ทล.42 กับ ทล.43) ซึ่งคืบหน้า 28.47% เร็วกว่าแผน และแยกตะลุโบะ (จุดตัด ทล.42 กับ ทล.410) คืบหน้า 53.69% คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน ก.ย. 2570

นอกจากนี้เพื่อเป็นการวางแผนระยะยาว อยู่ระหว่าขยายทางหลวงหมายเลข 42 (สายคลองแงะ – จุดผ่านแดนถาวรสุไหงโก-ลก) จาก 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร ระยะทางรวมกว่า 25 กิโลเมตร(กม.) เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางระหว่าง สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ให้ไร้รอยต่อ การขยายโครงข่ายเหล่านี้ไม่ใช่แค่การสร้างถนน แต่คือการลดต้นทุนโลจิสติกส์ สนับสนุนการค้าการท่องเที่ยว และพลิกฟื้นเศรษฐกิจชายแดนใต้สู่ความยั่งยืนตามนโยบายเมืองต้นแบบสามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

ด้านนายสรรเพชญ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคม กำลังเร่งสางปมปัญหา ท่าเทียบเรือสินค้าชายฝั่งปัตตานี ที่ปัจจุบันยังไม่มีผู้เข้าใช้ประโยชน์ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดด้านอัตราค่าเช่าตามระเบียบธนารักษ์ และความซับซ้อนทางกฎหมายในการบริหารจัดการ ซึ่งเราต้องเร่งปลดล็อกปัญหานี้อย่างเร่งด่วน โดยในระยะสั้นจะพิจารณาส่งมอบให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี (อบจ.ปัตตานี) เข้าบริหารจัดการท่าเรือเป็นการชั่วคราว เพื่อให้เกิดการใช้งานจริง

และในระยะยาวต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อถ่ายโอนภารกิจ และทรัพย์สินให้ชัดเจน เพื่อให้ท่าเรือแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำที่สร้างรายได้ให้ท้องถิ่น นอกจากนี้ยังได้เร่งรัดงานขุดลอกร่องน้ำปัตตานี ซึ่งขณะนี้คืบหน้ากว่า 56.48% (เร็วกว่าแผน 15.39%) คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน ส.ค. 2569 และเตรียมแผนงานต่อเนื่องปี 2569 – 2570 เพื่อรองรับการขยายตัวของพาณิชยนาวีในอนาคต.



