ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดรับฟังความเห็น (เฮียริ่ง) และข้อเสนอแนะต่อการผ่อนคลายหลักเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (เกณฑ์ LTV) และสินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นการชั่วคราว โดยเปิดรับฟังตั้งแต่วันที่ 7 พ.ค.-5 มิ.ย.69

ทั้งนี้ ในปัจจุบันภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงชะลอตัวต่อเนื่องและอุปทานคงค้างยังคงอยู่ในระดับสูง และภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามตะวันออกกลางที่กระทบต่อความต้องการซื้อที่อยู่อาศัย ต้นทุนการก่อสร้าง รวมถึงความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งจะเป็นแรงกดดันเพิ่มเติม ให้ภาคอสังหาริมทรัพย์สามารถหดตัวได้รุนแรงและกลับมาฟื้นตัวได้ยากมากขึ้น

ดังนั้น ธปท. จึงเห็นสมควรออกประกาศ เรื่อง การผ่อนคลายหลักเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราวอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.69 ถึงวันที่ 30 มิ.ย.70 จากเดิมการผ่อนเกณฑ์ LTV จะสิ้นสุดในเดือน มิ.ย. 69 นี้ เพื่อช่วยประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจต่าง ๆ และการจ้างงานเป็นจำนวนมาก ผ่านการบรรเทาปัญหาอุปทานคงค้างที่อยู่ในระดับสูง

ขณะที่การผ่อนคลายหลักเกณฑ์ในครั้งนี้คาดว่าจะไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพระบบการเงินมากนัก เนื่องจากภาวะการเงินตึงตัว สถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจระมัดระวังในการให้สินเชื่อ รวมถึงยังไม่พบสัญญาณการเก็งกำไรในภาคอสังหาริมทรัพย์

สำหรับการผ่อนคลายหลักเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราวมีสาระสำคัญ โดยกำหนดให้เพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันเป็น 100% สำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ทั้งกรณีมูลค่าหลักประกันต่ำกว่า 10 ล้านบาท ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 2 เป็นต้นไป และมูลค่าหลักประกันตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตั้งแต่สัญญากู้หลังที่ 1 เป็นต้นไป

การผ่อนคลายนี้ให้เป็นการชั่วคราว สำหรับสัญญาเงินกู้ที่ทำสัญญาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.69 ถึงวันที่ 30 มิ.ย.70 ขณะที่สินเชื่ออื่นที่เกี่ยวเนื่องกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสัญญาที่หนึ่งมีมูลค่าหลักประกันต่ำกว่า 10 ล้านบาทให้สินเชื่อได้ไม่เกิน 10% ของมูลค่าหลักประกัน

“ธปท.คาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถาบันการเงินและสถาบันการเงินเฉพาะกิจจะยังคงให้ความสำคัญกับมาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่ดี ตามหลักการการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม มีกระบวนการพิจารณาสินเชื่อที่รอบคอบและรัดกุม ไม่กระตุ้นให้เกิดการก่อหนี้เกินตัวของภาคครัวเรือน และไม่ส่งเสริมให้เกิดการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพื่อร่วมกันดูแลเสถียรภาพของระบบการเงินอย่างยั่งยืนต่อไป”