เมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 11 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวถึงการเสนอโครงการไทยช่วยไทยพลัส การใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท ว่า ขั้นตอนขณะนี้ทำเรื่องของระเบียบการกู้เงิน และคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ หลังจากเสร็จสิ้นจะให้หน่วยงานเสนอโครงการที่ตรงตามวัตถุประสงค์เข้ามาเพื่อช่วยแก้วิกฤติปากท้อง และเยียวยาประชาชน
สำหรับการใช้จ่ายเงินกู้นั้น รัฐบาลได้วางกรอบการทำงานภายใต้ยุทธศาสตร์ “5T” เพื่อคัดกรองโครงการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ประกอบด้วย Targeted มุ่งเป้า เยียวยากลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง Transition การเปลี่ยนผ่าน ลดภาระประชาชนควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพานำเข้าในระยะยาว Transform การปฏิรูป ปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประชาชนกลับมาเข้มแข็งกว่าเดิมหลังจบวิกฤติ Transparency ความโปร่งใส เน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยจะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเปิดเผยเกณฑ์การคัดกรอง และรายละเอียดทุกโครงการต่อสาธารณะ
นอกจากนี้ ยังมีเรื่อง Together การมีส่วนร่วม โดยดึงภาคเอกชนเข้าร่วม โดยเชิญประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมเป็นคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการด้วย
เมื่อถามว่า รายละเอียดโครงการไทยช่วยไทยพลัสจะเสนอเข้าประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ในวันที่ 14 พ.ค. นี้ใช่หรือไม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า จะต้องทำระเบียบให้เสร็จก่อน จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 19 พ.ค.นี้หรือไม่ก็จะเร่งดำเนินการ
เมื่อถามถึงกรณีพรรคประชาชนยื่นศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ในส่วนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่เร่งด่วนจนต้องใช้ พ.ร.ก. นายเอกนิติ กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับวิกฤติที่ซับซ้อน และยังไม่สามารถคาดการณ์จุดสิ้นสุดได้ โดยต้นเหตุจากวิกฤติมาจากต้นทุนราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นเป็นตัวเร่งสำคัญ เนื่องจากประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูง ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น โดยเงินเฟ้อในเดือนล่าสุดอยู่ที่ 2.9 และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น โดยสูงสุดอาจจะขยับขึ้นไปถึง 4-5% กระทบต่อค่าครองชีพและราคาสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 10% และในขณะนี้รัฐบาลต้องเตรียมการรับวิกฤติที่จะมาเป็นระลอกๆ
เมื่อถามว่า ในเรื่องเงินเฟ้อที่สูงขึ้นได้ประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ใช้มาตรการทางการเงินดูแลเงินเฟ้อหรือไม่ เพราะตัวเลข 4-5% จะเกินกว่ากรอบเป้าหมายนโยบายการเงินทั้งปีที่ 1-3% นายเอกนิติ กล่าวว่า ตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปียังใกล้เคียงกับกรอบที่วางไว้ไม่เกิน 3% แต่เรื่องนี้ได้มีการหารือกับ ธปท.ในการประชุมร่วม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจอยู่แล้ว
นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า การออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินในครั้งนี้ มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือวิกฤติที่อาจลุกลาม โดยวิกฤติครั้งนี้แตกต่างจากปี 2540 ที่เป็นวิกฤติสถาบันการเงิน แต่ครั้งนี้คือวิกฤติปากท้อง และค่าครองชีพของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อมไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนในวงกว้าง
เมื่อถามว่า กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่างมูดี้ส์ (Moody’s) ชื่นชมไทยว่าเศรษฐกิจดี แต่รัฐบาลจะกู้เงิน นายเอกนิติ กล่าวว่า การที่มูดี้ส์ชื่นชมไทย เป็นเพราะตนได้อธิบายว่าประเทศไทยมีเสถียรภาพในเรื่องเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง แต่เป็นคนละประเด็นกับปัญหาความเดือดร้อนภายในประเทศที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข จึงต้องมีการออก พ.ร.ก.เงินกู้ในครั้งนี้



