เมื่อวันที่ 11 พ.ค. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สถาบันปรีดี พนมยงค์ จัดกิจกรรมเสวนา “จากมติเห็นชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้นธารสู่การปฏิรูปองค์กรอิสระ” เนื่องในโอกาสครบรอบ 126 ปีชาตกาล ปรีดี พนมยงค์ โดย นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวตอนหนึ่งว่า การออกแบบกลไกองค์กรอิสระในรัฐธรรมนูญ 2540 ได้รับอิทธิพลจากกระแสความคิดเสรีนิยมใหม่ ที่มุ่งถ่ายโอนอำนาจการตัดสินใจจากตัวแทนระบบเลือกตั้ง ไปสู่อำนาจของผู้เชี่ยวชาญจากการแต่งตั้ง ซึ่งถ้านำไปใช้ในประเทศที่ประชาธิปไตยตั้งมั่นแล้วมักจะทำให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลมากขึ้น แต่หากนำมาใช้ในประเทศที่ประชาธิปไตยยังไม่ตั้งมั่น มีที่มาของแหล่งอำนาจหลากหลายและยังมีอำนาจจากการรัฐประหารอยู่ จะทำให้ประชาธิปไตยมีโอกาสที่จะสั่นคลอนมากขึ้น ดังที่พบในหลายประเทศ ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้น

นายวีระยุทธ กล่าวว่า ถ้ามองในมุมเศรษฐศาสตร์การเมือง ด้านหนึ่งรัฐธรรมนูญ 2540 ยกอำนาจของพรรคการเมืองขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกันองค์กรแต่งตั้งก็เริ่มมีหน่ออ่อนอำนาจขึ้นมาแล้ว แต่หลังยุครัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา กลายเป็นว่าพรรคการเมืองถูกลดอำนาจ เช่น ตั้งใจออกแบบให้การย้ายพรรคทำได้ง่าย ที่สำคัญที่สุดคือ องค์กรแต่งตั้งทั้งหมดในประเทศไทยทำให้เกิดเส้นทางอาชีพและแรงจูงใจใหม่ ข้าราชการ อาจารย์มหาวิทยาลัย เอ็นจีโอ และวิชาชีพต่าง ๆ ให้อยากไปอยู่ในองค์กรเหล่านี้ และเกิดการโน้มเอียงตัดสินใจเพื่อสนับสนุนผู้มีอำนาจในองค์กรนั้น แทนที่จะคิดแบบอิสระ

ในแง่นี้ การรัฐประหารจึงทำหน้าที่เสมือนเป็น job expo ครั้งใหญ่ เมื่อใดก็ตามที่เกิดการรัฐประหาร คนจำนวนมากจะมีโอกาสในการหางานในองค์กรแต่งตั้งครั้งใหญ่ได้ทันที โดยเฉพาะถ้าทำการบ้านมาก่อนและวิ่งเข้าหาเส้นทางอำนาจตั้งแต่วันแรกที่เข้าสู่วิชาชีพ ซึ่งเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2550 และรัฐธรรมนูญ 2560 ขับเคลื่อนแรงจูงใจให้บิดเบือนและเป็นปฏิปักษ์กับประชาธิปไตยตั้งแต่ต้น

นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า ด้วยโครงสร้างแรงจูงใจที่ออกแบบเช่นนี้ การมีอยู่ขององค์กรอิสระสามารถมองในมุมด้านลบได้ 4 ด้าน คือ 1. คนที่ทำงานในวิชาชีพจะเริ่มคิดถึงการเข้าไปอิงกับระบอบมากขึ้น 2. วิธีการใช้งบประมาณขององค์กรเหล่านี้ก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ เสียโอกาสในการนำงบประมาณเหล่านี้ไปใช้กับด้านอื่น 3. องค์กรเหล่านี้กลายเป็นกลุ่มคนที่ไม่ต้องรู้ร้อนรู้หนาวกับอะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตอะไรก็ตาม เงินเดือน รถประจำตำแหน่ง ฯลฯ ทุกอย่างยังคงอยู่ครบ จะคัดค้านโครงการไหนก็ได้ เพราะไม่ต้องรู้สึกรู้ร้อนรู้หนาวอะไรกับความเป็นไปของประเทศ และ 4. หยุดชะงักการเรียนรู้ของประชาธิปไตย ซึ่งต้องมีการลองผิดลองถูกและปรับตัว

เพราะฉะนั้นไม่ใช่แค่การยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมือง แต่การมีองค์กรเช่นนี้สร้างความไม่แน่นอนให้กับคนทำงานการเมืองตั้งแต่ต้น สร้างความไม่แน่นอนให้กับระบบ ทำให้ทุกคนไม่อยากเข้าสู่การเมืองในระบบปกติ และจะยิ่งดึงคนที่มีชนักติดหลังเข้ามาง่ายขึ้น เพราะรู้อยู่แล้วว่าไม่มีอะไรจะเสีย

นายวีระยุทธ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการออกแบบองค์กรแต่งตั้งใหม่ ต้องตั้งหลักก่อนว่าจะออกแบบด้วยหลักการอะไร สำหรับตนแล้วมีหลักการอยู่ 3 ข้อ คือ 1. เปลี่ยนแรงจูงใจให้เกื้อหนุนต่อประชาธิปไตยให้ได้ 2. ทำอย่างไรให้องค์กรแต่งตั้งรู้ร้อนรู้หนาวกับสถานการณ์ของประชาชน เปลี่ยนกติกาให้นำไปสู่การปรับตัวเองได้ในอนาคต และ 3. ทำอย่างไรให้ข้าราชการและวิชาชีพไทยมีเป้าหมายหลังเกษียณที่เป็นคุณกับประชาธิปไตยและเศรษฐกิจใหม่

ทั้งนี้ ตัวอย่างหนึ่งที่ตนอยากยกมาพูดถึง คือกรณีการแก้ไขกฎหมายแข่งขันทางการค้า ซึ่งเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่มีความสำคัญสำหรับเศรษฐกิจยุคใหม่ แต่ของประเทศไทยกลับเป็นองค์กรที่อยู่ในซอกหลืบ ในสภาชุดที่แล้วมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นเพื่อแก้ไขกฎหมาย โดยมีโจทย์สำคัญคือการคัดเลือกคณะกรรมการว่าควรมีที่มาอย่างไรที่จะมีประสิทธิภาพในการทำงานและยึดโยงกับประชาชน มีการถกกันเยอะว่าที่มาของกรรมการในองค์กรเช่นนี้ควรจะมาจากไหน และข้อสรุปที่ได้จากวงนั้นคือจุดเริ่มต้นอยู่ที่ “กรรมการสรรหา” ว่าจะทำอย่างไรให้มีทั้งความสามารถและความยึดโยงกับประชาชน ข้อสรุปคืออย่างน้อยคณะรัฐมนตรีควรมีสิทธิในการส่งคนเข้ามาเป็นกรรมการสรรหา แต่ก็ควรมีตัวแทนจากสภาทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล รวมถึงตัวแทนจากสมาคมที่เกี่ยวข้อง เช่น ตัวแทนผู้บริโภค

นายวีระยุทธ กล่าวอีกว่า พรรคประชาชนพร้อมผลักดันให้สภาชุดนี้เริ่มเป็นพื้นที่ทดลองสำคัญในการเดินหน้าหาฉันทามติในสังคมใหม่ ว่าองค์กรอิสระและองค์กรตรวจสอบในอนาคตควรจะมี “ที่มา” อย่างไร จึงจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยึดโยงกับประชาชนไปพร้อมกัน รวมถึงการออกแบบ “ที่ไป” ด้วย ว่าประชาชนจะสามารถรวมตัวกันถอดถอนชื่อหากไร้ประสิทธิภาพหรือทำงานแล้วมีปัญหาได้อย่างไร.