หลายฝ่ายประเมิน ระหว่างช่วงพักโทษ 4 เดือน หรือหลังพ้นโทษโดยสมบูรณ์ในวันที่ 9 ก.ย. “ทักษิณ” อาจกลับมามีบทบาทในการฟื้นฟู “พรรคเพื่อไทย” รวมถึงประสานความสัมพันธ์กับมวลชนเสื้อแดง เพื่อรวบรวมพลังทางการเมืองให้กลับมาเข้มแข็ง และเป็นเอกภาพอีกครั้งหากสถานการณ์เปิดโอกาส
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ปัจจุบันย่อมเป็นสิ่งที่ “เพื่อไทย” ต้องเผชิญด้วยความอึดอัดไม่น้อย เพราะวันนี้ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯ และรมว.มหาดไทย จาก “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” กลายเป็น “แกนนำรัฐบาล” มีอำนาจต่อรองทางการเมืองสูง และมีแรงหนุนทางการเมืองที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน จนถูกเปรียบว่าเป็น “หนูติดปีก” ย่อมเป็นภาพที่สร้างความรู้สึกไม่ธรรมดาต่อ “ทักษิณ” ทั้งที่อดีตเคยเป็นลูกน้อง
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยทางการเมืองที่ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ “แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกฯ และ“เพื่อไทย” ตกเก้าอี้นายกฯ จากคลิปเสียงอังเคิล จนสถานการณ์ของพรรคอ่อนแรงลงมาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่“ทักษิณ” ต้องไปชดใช้โทษในเรือนจำ
ด้วยเหตุนี้ จึงมีการประเมินว่าเมื่อกลับมาพำนักที่บ้านจันทร์ส่องหล้า “ทักษิณ” อาจใช้บ้านพักเป็นจุดพบปะหารือกับแกนนำ “เพื่อไทย” และมวลชนเสื้อแดง เพื่อวางทิศทางทางการเมืองในอนาคต ในฐานะศูนย์กลางทางความเชื่อมั่นของกลุ่มการเมืองเดิม
บทบาทดังกล่าวอาจรวมถึงการวางยุทธศาสตร์เรียกคะแนนนิยมจากคนรุ่นใหม่ การแย่งชิงฐานเสียงจาก “พรรคประชาชน” ตลอดจนประเมินเกมการเมือง “พรรคสีน้ำเงิน” เพื่อชะลอการเติบโตที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการแซะ การสอนมวย “นายกฯ และครม.ภูมิใจไทย” เกี่ยวกับการแก้ปัญหาวิกฤติต่างๆ ผ่านการลงพื้นที่ทำกิจกรรมและช่องทางโซเชียลมีเดีย
อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายผู้มีอำนาจจะไม่รับรู้ เช่นเดียวกับ “ทักษิณ” ก็ต้องประเมินสถานการณ์การเมืองอย่างรอบด้านเช่นกัน
หากเลือกเดินเกมประนีประนอม ไม่เร่งเปิดหน้า และคำนึงถึงข้อจำกัดของตัวเอง “เพื่อไทย” ก็ยังมีโอกาสรักษาสถานะพรรคร่วมรัฐบาลต่อไป พร้อมเร่งสร้างผลงาน สะสมทรัพยากรทางการเมือง และรอจังหวะจากความผิดพลาดของ “พรรคสีน้ำเงิน” เพื่อนำไปสู่การตัดสินกันอีกครั้งในการเลือกตั้งครั้งหน้า เปิดโอกาสให้พรรคกลับมาเป็นรัฐบาลหรือแกนนำรัฐบาลได้
แต่หากเลือกเดินเกมแบบเผชิญหน้าอย่างรวดเร็ว จนสร้างความขัดแย้งทางการเมือง ผสมกับประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อน หรือการใช้อำนาจโดยไม่ระมัดระวังเหมือนช่วงที่“เพื่อไทย” เป็นรัฐบาลระหว่างปี 66–68 ก็มีความเป็นไปได้ที่พรรคอาจเผชิญแรงกระแทกทางการเมืองอย่างหนัก เพราะยังมี “พรรคกล้าธรรม” ที่ถูกมองว่าพร้อมขยับขึ้นมาแทนที่หาก “เพื่อไทย” เกิดอาการงอแง หรือพยศในสภาฯ
ภาพยิ่งชัดขึ้นจากกรณี “พรรคสีเขียว” ไม่ชัดเจนเรื่องการลงชื่อยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตรวจสอบ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ร่วมกับ “พรรคประชาชน” และ “พรรคประชาธิปัตย์”
ขณะเดียวกัน “ทักษิณ” ยังมีข้อจำกัดทางกฎหมาย หากแสดงบทบาททางการเมืองปะฉะดะมากเกินไป ก็อาจเผชิญแรงตรวจสอบเรื่องเงื่อนไขการพักโทษจากภาคประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศ หรือ คปท.ที่ประกาศติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด ชนิดที่หายใจรดต้นคอ
นอกจากนี้ ยังมีคดีที่ยังอยู่ระหว่างกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นคดีมาตรา 112 ที่อยู่ในชั้นศาลอุทธรณ์ หลังอัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่เคยยกฟ้อง จากกรณีการให้สัมภาษณ์กับสื่อเกาหลีใต้
รวมถึงกรณีชั้น 14 ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เคยมีคำวินิจฉัยเปิดช่องว่า “ทักษิณ” อาจมีสถานะเป็นผู้สนับสนุนร่วมกับเจ้าหน้าที่ กรณีการนำตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขณะนี้ ป.ป.ช. อยู่ระหว่างตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐ และข้าราชการ 12 ราย
อีกทั้งยังมีคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป มูลค่า 1.76 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนบังคับคดี เพื่อจัดเก็บภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มคืนให้รัฐ
ดังนั้นบทบาทของ “นายใหญ่” ที่หลายฝ่ายเชื่อว่าจะไม่ปล่อยมือจากการเมือง จะส่งผลให้ “เพื่อไทย” เดินไปในทิศทางใด รวมถึงสถานะของตัว “ทักษิณ” เองจะเป็นอย่างไรในอนาคต ย่อมขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าตัว ซึ่งมีบทเรียนจากอดีตเป็นเครื่องเตือนใจที่สำคัญ.



