จากกรณีการควบคุมตัวพระสงฆ์นำคนไทย และเยาวชนไทยไปประเทศมาเลเซีย ตามที่ปรากฏข่าว ภายหลังเจ้าหน้าที่ด่าน Bukit Kayu Hitam รัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย ตรวจพบรถตู้จากประเทศไทยจำนวน 3 คัน เดินทางเข้าสู่ประเทศมาเลเซียในช่วงเวลาก่อนด่านปิดทำการ โดยภายในรถพบ พระสงฆ์ และเยาวชนไทยจำนวนหนึ่งไม่มีเอกสารเดินทางและหนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง อีกทั้งมีพฤติการณ์ปกปิดตัวเยาวชนระหว่างการเดินทาง จนนำไปสู่การควบคุมตัวพระสงฆ์ คนขับรถ และเยาวชนที่เกี่ยวข้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายของประเทศมาเลเซีย

ภายหลังเกิดเหตุ ศอ.บต. ได้ประสานกับสถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองปีนัง เพื่อให้ประสานงานกับหน่วยงานของประเทศมาเลเซียอย่างใกล้ชิด รวมถึงประสานกับหน่วยงานฝ่ายไทย โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการคุ้มครองเด็ก ภายใต้สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อดูแลสวัสดิภาพและสิทธิของเยาวชนไทยทั้ง 7 คน โดยมีการเข้าเยี่ยมเด็กในสถานกักกัน ติดตามสภาพจิตใจ ความเป็นอยู่ และเตรียมดำเนินการเอกสารเดินทางชั่วคราว (ETD) สำหรับส่งตัวกลับประเทศไทย พร้อมทั้งดำเนินกระบวนการคัดกรองเบื้องต้น

ต่อมา สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองส่วนกลางของประเทศมาเลเซีย ได้อนุญาตให้ส่งตัวเยาวชนไทยทั้ง 7 คนกลับประเทศไทยโดยไม่มีการดำเนินคดีกับเด็ก เนื่องจากได้รับการพิจารณาในฐานะผู้เสียหาย อย่างไรก็ตาม ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนของศาลรัฐเกดะห์ ซึ่งกำหนดให้เยาวชนเข้าให้ถ้อยคำต่อศาลก่อนจึงจะสามารถดำเนินการส่งกลับได้ โดยฝ่ายไทยยังคงเร่งรัดประสานงานเพื่อให้กระบวนการดังกล่าวแล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด ซึ่งคาดว่าจะนำตัวให้ปากคำต่อศาลในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 นี้

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (11 พ.ค.69) นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้มอบหมายให้ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. (พม.) พร้อมด้วยหัวหน้าศูนย์ประสานงานด้านเด็กและสตรีในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ ณ Baitul Mahabbah Darulaman รัฐเกดะห์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อเข้าเยี่ยม ติดตามข้อเท็จจริง และประสานการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เยาวชนไทย

จากการเข้าเยี่ยมเยาวชนทั้ง 7 คน ในครั้งนี้ ศอ.บต. จะดำเนินการประสานไปยัง สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในจังหวัดปลายทางภูมิลำเนาที่เยาวชนอาศัยอยู่ เพื่อวางแผนแนวทางการช่วยเหลือ และการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการหลุดออกจากระบบการศึกษา พร้อมทั้งการให้ความช่วยเหลือที่จำเป็นตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องต่อไป.