เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า กรณีที่ฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 173 ในเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยืนยันว่า การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท นั้นมีความจำเป็นเร่งด่วน และพิจารณาในคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างรอบคอบ และหากไม่ทำวันนี้ วิกฤติจะมาหลายระลอก

“ในวันนี้เป็นเรื่องของวิกฤติปากท้องประชาชน เพราะฉะนั้นคิดว่าทั่วโลกเจอวิกฤติเช่นเดียวกัน และทุกประเทศ มีความรับผิดชอบที่ต้องดูแลเรื่องของปากท้องประชาชน แต่หลายคนเปรียบเทียบกับในอดีต ไม่ว่าจะเป็น วิกฤติในปี 40 ต้องเรียกว่า ครั้งนั้นเป็นวิกฤติค่าเงิน แบงก์ล้ม แต่ตอนนี้ เป็นวิกฤติเรื่องค่าครองชีพ วิกฤติปากท้องประชาชน คิดว่า ปากท้องประชาชน ที่พุ่งขึ้นทั้งโลก ไม่ใช่แค่เมืองไทย เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”

สำหรับวิกฤติครั้งนี้เกิดจากวิกฤติสงคราม ซึ่งเป็นระลอกที่ 1 ส่วนระลอกที่ 2 คือมาถึงวิกฤติพลังงาน ราคาน้ำมัน ส่วนระลอกที่ 3 คือ วิกฤติต้นทุน และเห็นแล้วว่าเงินเฟ้อเริ่มพุ่งขึ้น และวิกฤติต่อมาคือวิกฤติค่าครองชีพ 

อย่างไรก็ตามถ้าไม่สามารถหยุดวิกฤตินี้ได้ตั้งแต่วันนี้ แล้วรอให้เกิดปัญหา ค่าครองชีพของคนสูงขึ้น รายได้ของคนหดตัว ธุรกิจรายเล็กไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง จะถูกกระทบอย่างรุนแรง จะกลายเป็นวิกฤติในเรื่องของคนตกงาน และธุรกิจรายเล็กรายน้อยจะถูกกระทบก่อน นี่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ถ้าปล่อยให้วิกฤตินานขึ้นจะยิ่งแก้ยาก ยืนยันว่า เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน

ทั้งนี้ พ.ร.ก.กู้เงิน ได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว และมีผลบังคับใช้แล้ว โดยยืนยันรัฐบาลเดินหน้าต่อตามวงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งในส่วน 200,000 ล้านบาทแรกจะใช้เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับปากท้องประชาชน

ขณะที่ในส่วน 200,000 ล้านบาทหลังจะใช้เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ยืนยันว่า พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ชัดเจน ว่า การเยียวยาและช่วยเปลี่ยนผ่านได้ด้วย ทำให้สามารถกลับมาเข้มแข็งได้หลังวิกฤติไม่ดีกว่าหรือ ซึ่งในเรื่องการบรรเทาผลกระทบ และทำให้กลับมาแข็งแรงขึ้น เป็นส่วนหนึ่งคิดว่าเป็นประโยชน์ ซึ่งเป็นการช่วยประชาชน

“ชัดเจนว่าประเทศไทยมีความเสี่ยง ในเรื่องวิกฤติพลังงานมากกว่าคนอื่น เพราะต้องนำเข้าพลังงานในระดับสูง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่าน เพื่อลดผลกระทบประชาชน ไม่เช่นนั้นไทยพึ่งพาน้ำมันมาก น้ำมันต้องนำเข้า วิกฤติพลังงานไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไร จะกระทบประชาชนหลายระลอก และประชาชนเดือดร้อน อันนี้คือวิกฤติปากท้อง”