เมื่อวันที่ 13 พ.ค.รายการโหนกระแสวันนี้ พูดคุยกรณีหญิงรายหนึ่งได้ร้องเรียนว่า ถูกผู้ชายโปรไฟล์ดีหลอกให้จัดงานแต่งงาน สุดท้ายได้สินสอดเป็นทองปลอม ต้องไปหยิบยืมคนอื่นและใช้เงินจากซองมาเป็นค่าใช้จ่ายในงานแต่ง
คุณเปิ้ล ผู้ร้องเรียน เล่าว่า เธอทำงานเป็นนักร้องอยู่ที่ร้านอาหารแถวพุทธมณฑลสาย 4 และได้รู้จักกับผู้ชายชื่อ กร ซึ่งเป็นลูกค้าประจำที่มาเที่ยวที่ร้าน ตอนนั้นคุณกรทำตัวเป็นสายเปย์มาก มาเที่ยวคืนหนึ่งจะแจกเงินทั้งร้านประมาณ 30,000-40,000 บาท และมาแทบทุกอาทิตย์ หลังจากนั้นก็ได้มีการนั่งดื่มด้วยกันจนถึงเช้าทุกวัน ซึ่งคุณกรก็ได้ชวนนักร้องคนอื่น ๆ ในร้านมานั่งด้วย
จนกระทั่งช่วงเดือน ก.ย. 2568 จึงได้เริ่มคุยกัน และคุณกรได้ให้คุณเปิ้ลไปหาที่ชะอำ คุณกรอ้างว่าตนเองทำงานเป็นผู้รับเหมาซ่อมแซมอยู่ในวังที่ชะอำหรือหัวหิน ซึ่งตอนแรกคุณเปิ้ลก็ไม่ค่อยเชื่อและไม่เคยได้เข้าไป ได้แต่ไปหาที่ชายหาดชะอำและนอนพักที่รีสอร์ตแถวนั้น
หลังจากคบหากันได้ไม่นาน คุณกรก็ไปขอแต่งงานกับแม่ที่โคราช ตอนแรกแม่บอกว่าแค่ผูกแขนที่บ้านก็พอ แต่คุณกรบอกว่าระดับเขาต้องจัดงานใหญ่ ๆ ที่กรุงเทพฯ เพราะมีเพื่อนฝูงเยอะ

คุณแม่ของคุณเปิ้ล เล่าว่า ตอนนั้นเห็นลูกเขยดูดี เลี้ยงเครื่องดื่มแม่ด้วย ก็รู้สึกโอเค ในเรื่องของสินสอด ตอนแรกแม่ได้ไปคุยกับเพื่อนว่าจะเรียก 300,000 บาท และทอง 3 บาท แต่คุณกรได้ต่อรองกับคุณเปิ้ลขอเหลือ 200,000 บาท และทอง 2 บาท ซึ่งคุณแม่ก็ตกลงเพราะเห็นว่าลูกรักเขา ทั้งคู่คบกันได้ประมาณ 2-3 เดือนก็ไปขอ และผ่านไปอีก 3 เดือนจึงแต่งงาน รวมระยะเวลาประมาณ 6 เดือน คุณเปิ้ลยอมแต่งงานด้วยเพราะคุณกรวางตัวดี ดูแลดี สุภาพ ทำตัวขรึม ๆ และคุณกรยังบอกให้คุณเปิ้ลออกจากงานร้องเพลงเพราะอายคนอื่น โดยบอกว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่างเอง
ในวันแต่งงาน ปรากฏว่าคุณกรไม่มีญาติพี่น้องมาร่วมงานเลยสักคน อ้างว่าพ่อแม่ตายหมดแล้ว ส่วนพี่น้องอยู่ไกลมาก มาไม่ได้ เพื่อนที่มาร่วมงานก็เป็นคนที่รู้จักกันในร้านที่คุณเปิ้ลเคยทำงานอยู่
เมื่อถึงเวลา กลับไม่มีเงินสินสอด 200,000 บาท และทอง 2 บาทตามที่ตกลงไว้ โดยคุณกรอ้างว่าพี่สาวกับลูกสาวจะตามมาพร้อมขบวนขันหมากตอน 7 โมงเช้า แต่สุดท้ายก็ไม่มา คุณกรจึงแก้สถานการณ์ด้วยการถอดทองเส้นใหญ่ที่ห้อยคอตัวเองอยู่ และพระสมเด็จวัดระฆัง มาวางเป็นสินสอดแทน
คุณแม่ บอกว่า ตอนนั้นดีใจมาก เพราะเห็นทองเส้นใหญ่ คิดว่าเป็นทอง 10 บาท ซึ่งมากกว่าที่ขอไว้คือ 2 บาท แต่คุณเปิ้ลบอกว่า ตนเองมองออกตั้งแต่แรกแล้วว่าเป็นทองปลอม เพราะสีไม่เหมือนและมันลอก แต่ก็ไม่ได้บอกแม่และไม่ได้บอกคุณกรเพราะกลัวเสียหน้าในงานแต่ง
หลังแต่งงาน คุณกรยังอ้างว่าทำงานเป็นผู้รับเหมาในวังที่ต้องไปทั้งสงขลาและหัวหิน
หนุ่ม กรรชัย ได้ถามคุณเปิ้ลว่า อยากสบายเพราะเห็นเขาเปย์เงินเยอะหรือไม่ ซึ่งคุณเปิ้ลก็ยอมรับว่ามีส่วนเพราะเขาดูรวย
เปิ้ลชี้แจงว่า คุณกรไปให้ข่าวว่าเขาได้ยกเลิกงานแต่งแล้ว แต่เจ้าสาวไม่ยอมเพราะกลัวเสียหน้า คุณเปิ้ลยืนยันว่าเขาไม่เคยพูดคำนี้เลย
จุดแตกหักเกิดขึ้นเมื่อคุณกรเริ่มหาเรื่องทะเลาะ และกล่าวหาว่าคุณเปิ้ลไประรานครอบครัวและลูกของเขา ทั้งที่คุณเปิ้ลไม่เคยรู้จักญาติพี่น้องเขาเลย เนื่องจากไม่มีใครมางานแต่ง นอกจากนี้ยังมีกรณีที่คุณกรไปเที่ยวภูทับเบิกโดยไม่บอกและเงียบหายไป 2-3 อาทิตย์ และมีหลักฐานแชตว่าคุณกรเคยโอนเงินมาให้คุณเปิ้ลรวมแล้วประมาณ 70,000 บาท โดยบอกว่าให้เก็บไว้ซื้อทองจริงเพื่อมาเปลี่ยน
ในแชตดังกล่าว คุณกรมีการใช้คำหยาบคาย ขึ้นมึงกูกับคุณเปิ้ล และขู่ว่าจะประจานสลิปเงินที่โอนให้ทั้งหมดเกือบ 1 ล้านบาท ตลอดระยะเวลา 6-7 เดือน คุณเปิ้ลจึงโพสต์เฟซบุ๊กว่า “ปลอมทุกอย่างจริง ๆ “ และโพสต์ว่า “โสด” ทำให้เกิดการโต้เถียงกันรุนแรง นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่าคุณเปิ้ลท้องก่อนแต่งแล้วให้คุณกรรับผิดชอบ ซึ่งคุณเปิ้ลปฏิเสธ
ค่าใช้จ่ายงานแต่งงาน คุณเปิ้ลได้รวบรวมรายการทั้งหมด เช่น ค่าออแกไนซ์ 35,000 บาท, ค่าถ่ายรูป 12,700 บาท, ค่าโต๊ะจีน 42,000 บาท, ค่าเต็นท์ 5,000 บาท, ค่าเครื่องเสียง 7,000 บาท, ค่าแดนเซอร์ 9,000 บาท และอื่น ๆ รวมแล้วคุณเปิ้ลต้องหาเงินมาจ่ายเองที่เหลือประมาณ 90,000 กว่าบาท วันนี้คุณเปิ้ลจึงมาเรียกร้องเงินส่วนนี้คืน เพราะเมื่อนำทองและพระไปตรวจก็พบว่าเป็นของปลอมทั้งหมด

ต่อมาคุณกรได้โฟนอินเข้ามาในรายการ ปฏิเสธเรื่องราวที่คุณเปิ้ลกล่าวอ้าง โดยบอกว่าเป็นเรื่องไม่จริงถึง 90%
คุณกรอ้างว่าตนเองไม่ได้จีบคุณเปิ้ลก่อน แต่ในคืนหนึ่งที่ร้านอาหาร คุณเปิ้ลแกล้งบอกว่ากุญแจรถหายแล้วขอให้คุณกรไปส่ง พอถึงบ้านคุณเปิ้ลกลับดึงกุญแจรถคุณกรไป แล้วให้คุณกรตามขึ้นไปบนห้อง ซึ่งคุณกรอ้างว่าตอนนั้นคุณเปิ้ลเมาและตนเองก็กลัวจะเกิดปัญหา แต่สุดท้ายก็เกิดเรื่องขึ้นจริง
คุณกรยืนยันว่า ตนเองเป็นคนจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมถึงจ่ายค่าไฟที่โดนตัดมิเตอร์ให้คุณเปิ้ลด้วย
เรื่องงาน คุณกรปฏิเสธว่า ตนเองไม่ได้อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ในวัง แต่บอกว่าเป็นผู้รับเหมาที่เคยเข้าไปทำงานในวัง ส่วนเรื่องที่ไม่พาไปรู้จักญาติพี่น้อง คุณกรอ้างว่าคุณเปิ้ลเป็นคนบอกเองว่า “ญาติใครญาติมัน” คุณกรยังกล่าวหาว่าคุณเปิ้ลหวังแต่เรื่องเงิน และชอบทวงเงินตอนตี 2-3 แต่หัวค่ำไม่คุยเพราะไปเที่ยว
หนุ่ม กรรชัย ได้ถามคุณกรตรง ๆ ว่า ในความรู้สึกของคุณกร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะฝ่ายหญิงจงใจอยากจะจับคุณกรใช่หรือไม่ ซึ่งคุณกรตอบว่า ในความรู้สึกของตนเป็นเช่นนั้น เพราะปกติฝ่ายหญิงมีเพื่อนฝูงเยอะและไม่เคยมาสนใจตน แต่ในวันเกิดเหตุฝ่ายหญิงอ้างว่ากุญแจรถหาย ซึ่งตอนหลังตนมารู้ว่าฝ่ายหญิงเอากุญแจไปฝากไว้กับญาติ ตนพยายามจะหาแท็กซี่ให้แต่ฝ่ายหญิงไม่เอา อ้างว่ากลัว จนกระทั่งตนต้องไปส่ง โดยฝ่ายหญิงเป็นคนขับรถไปถึงบ้านเอง เมื่อถึงบ้านฝ่ายหญิงได้ชักกุญแจรถออกแล้วเดินเข้าบ้าน พร้อมกับดึงตนที่หน้าประตูให้ขึ้นไปบนบ้านด้วย ซึ่งคุณกรยอมรับว่าขึ้นไปจริง แต่ยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนเริ่มก่อนแน่นอน
ในระหว่างนั้น คุณเปิ้ล ได้อ่านข้อความจากเพื่อนที่ส่งมาในแชต ซึ่งเพื่อนระบุว่าสิ่งที่คุณกรพูดนั้นตลกและเป็นการพูดเข้าข้างตัวเอง เพราะในวันนั้นคุณกรเป็นคนส่งเด็กเสิร์ฟไปเรียกคุณเปิ้ลออกมาหาที่ร้าน และมีการใช้คำพูดต่อว่าคุณกรอย่างรุนแรง
คุณเปิ้ลยืนยันว่า ข้อมูลนี้มาจากเพื่อนร่วมงานที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น แต่ทางคุณกรปฏิเสธว่าไม่เคยเรียกใคร มีแต่คนในร้านเดินมาทักทายตน
คุณกรเล่าถึงสาเหตุที่ต้องแต่งงานว่า หลังจากเกิดเรื่องในคืนนั้น ฝ่ายหญิงได้ทวงถามความรับผิดชอบ โดยอ้างว่าได้บอกญาติและที่ทำงานไปหมดแล้ว คุณกรจึงรู้สึกว่าต้องแอ่นอกรับผิดชอบ แม้ตอนนั้นจะยังไม่ได้ตกลงอะไรกันชัดเจน จนกระทั่งช่วงปีใหม่ฝ่ายหญิงชวนไปบ้าน ฝ่ายหญิงกลัวเสียหน้าต่อเพื่อนร่วมงาน เพราะตนเคยคบคนอื่นและดูแลอย่างดี พอเกิดเรื่องขึ้นตนก็คุยตรง ๆ โดยในวันเกิดเหตุตนโอนเงินให้ฝ่ายหญิง 3,000 บาท หลังฝ่ายหญิงโทรมาต่อว่าที่ไม่ทิ้งเงินไว้ให้

เรื่องการดูฤกษ์แต่งงาน ฝ่ายหญิงเป็นคนไปจัดการเอง ซึ่งตนขอให้เป็นวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อความสะดวกของแขก ยืนยันว่าไม่มีการขอแต่งงานอย่างเป็นทางการ แต่ฝ่ายหญิงบอกให้ไปผูกข้อมือ ซึ่งตนก็ตกลงเพราะต้องการแสดงความรับผิดชอบในฐานะลูกผู้ชายที่ไปทำอะไรเขาแล้ว ส่วนเรื่องสินสอดเงิน 200,000 บาท และทอง 2 บาท ยอมรับว่าเป็นคนเสนอตัวเลขนี้ให้กับฝ่ายหญิงเอง โดยที่คุณแม่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์
คุณกรยังบอกว่า เวลาคุณเปิ้ลโทรมา มีแต่เรื่องขอเงิน ค่ารถ ค่าบ้าน ค่าแชร์ ค่าจิปาถะอื่น ๆ ซึ่งคุณเปิ้ลยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง เพราะคุณกรบอกเองว่าจะเลี้ยงดู และไม่อยากให้ทำงานร้องเพลงเพราะอายคนอื่น หากไม่ขอคุณกรซึ่งเป็นสามีแล้วจะให้ไปขอหมาที่ไหน
เมื่อถามถึงเรื่องสินสอดทองปลอม คุณกรชี้แจงว่า ทองที่เขาใส่เป็นโปรไฟล์การทำงาน เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ และตนไม่ได้ตั้งใจเอาทองนั้นไปให้เป็นสินสอด แต่ฝ่ายหญิงเป็นคนขอให้ถอดมาใส่พานในพิธีเพื่อแก้ขัดเอง แต่ยืนยันว่าทองที่ตนถอดให้ในวันแต่งงานเป็นทองจริงที่มีใบรับประกัน ส่วนทองที่นำมาออกรายการวันนี้ไม่ใช่เส้นเดียวกับที่ตนถอดให้ไป ที่ผ่านมาเคยทวงทองคืน แต่ฝ่ายหญิงไม่ให้ จนถึงวันนี้เวลาก็ล่วงเลยไปแล้ว
ฝ่ายคุณเปิ้ลและคุณแม่ยืนยันว่า ทองที่นำมาเป็นเส้นเดียวกับในรูปถ่ายวันแต่งงานแน่นอน และไม่มีใครเปลี่ยน หากเป็นทองจริงแล้วนำไปเปลี่ยน 10 บาทตนคงไปขายได้หลายตังแล้ว คงไม่มาเรียกร้องแบบนี้
เรื่องการใช้ชีวิตคู่ คุณกรบอกว่าฝ่ายหญิงไม่ยอมไปหา ไม่เคยสนใจดูแลอะไรตนเลย ไม่เคยถามไถ่ และรู้สึกไม่โอเคที่ฝ่ายหญิงชอบโพสต์ประจานตนตอนดึก ๆ ยอมรับว่าไม่ได้รักคุณเปิ้ล แต่ที่แต่งงานเพราะความสงสารและต้องการรับผิดชอบเพื่อให้ฝ่ายหญิงมีหน้ามีตา และคิดว่าเมื่อคุยกันต่อคงไปกันได้ แต่สุดท้ายแล้วมีหลายปัจจัยที่มันไปกันไม่ได้

ทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภาานท์ ได้ชี้แจงข้อกฎหมายเรื่องสินสอดว่า มีผลผูกพันตามกฎหมาย แม้เป็นการตกลงด้วยวาจา เป็นสิทธิ์ของพ่อแม่ของคุณเปิ้ลที่ต้องได้รับในส่วนนี้ หากไม่เป็นไปตามที่ตกลงไว้ แม่ของคุณเปิ้ลก็สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้
คุณกรได้ต่อรองจาก 200,000 บาท และทอง 2 บาท ให้หักกับที่เคยให้ไปแล้ว 40,000 กว่าบาท ก็จะเหลือ 160,000 บาท แต่ขอให้เหลือ 100,000 บาทถ้วย และทองอีก 1 บาท โดยขอเวลา 3 เดือน ซึ่งคุณแม่ตกลงรับข้อเสนอนี้ และคุณเปิ้ลก็บอกว่าให้คุณแม่
ทนายตุ๋ยได้ย้ำว่า หากครบ 3 เดือน คุณกรไม่ทำตามที่ตกลงไว้ คุณแม่ก็สามารถใช้สิทธิตามกฎหมายได้ และตัวเงินจะกลับไปเป็น 200,000 บาท กับทอง 2 บาท ตามที่เคยตกลงค่าสินสอดไว้ในตอนแรก
ระหว่างนั้น มีคนดูคอมเมนต์เปรียบเปรยเรื่องนี้ว่า เป็นเรื่องของปลิงกับปลอม ซึ่งคุณเปิ้ลกล่าวว่า ยอมรับก็ได้ว่าเป็นปลิง เพราะก็หวังให้สามีที่ดูแลเราได้เลี้ยงดูเราได้ จะอยากหาสามีที่มาเกาะเราทำไม แต่ทางคุณกรไม่ยอมรับว่าตัวเองปลอม
สุดท้าย คุณเปิ้ลเผยว่า ตอนแรกก็เคยรักเพราะเป็นสามี แต่พอหลังจากแต่งงานได้ประมาณ 1 เดือนก็ไม่รักแล้ว และที่บอกว่าหวังเงินนั้น ตนหวังทั้งสามีและเงิน จริง ๆ ตนรู้สึกเห็นใจฝ่ายชายตั้งแต่รู้ว่าไม่มีสินสอดมาแล้ว แต่เขากลับไม่เห็นใจตน ตนแค่ต้องการให้เคลียร์ค่าจัดงานให้เรียบร้อย แล้วจะเลิกก็เลิกกันไป



