วานนี้ (11 มิ.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานการปิดโรงเชือดสุนัขแห่งหนึ่งในเมืองอวี้หลิน เขตปกครองตนเองกวางซีจ้วง ทางตอนใต้ของประเทศจีน อย่างถาวรเพียงไม่กี่วันก่อนที่เทศกาลกินเนื้อสุนัขอวี้หลินจะเริ่มต้นขึ้น โดยเจ้าของเป็นคนตัดสินใจเอง 

สำหรับเทศกาลกินเนื้อสุนัขเมืองอวี้หลินเริ่มจัดขึ้นโดยกลุ่มผู้ค้าในท้องถิ่นเมื่อปี 2553 ในช่วงปลายเดือนมิถุนายนของทุกปี ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการค้าเพื่อกระตุ้นยอดขายมากกว่าจะเป็นประเพณีดั้งเดิม เทศกาลนี้กินเวลาประมาณ 10 วันและถูกประณามอย่างรุนแรงมาโดยตลอดเกี่ยวกับการทารุณกรรมสัตว์ การขโมยสัตว์เลี้ยง การขนส่งที่ผิดกฎหมาย และความเสี่ยงต่อสาธารณสุข โดยคาดว่ามีสุนัขราว 3,000 ตัวต้องถูกฆ่าเพื่อนำเนื้อมาบริโภคในช่วงเทศกาลนี้

สุนัขในกรงที่เตรียมส่งไปยังโรงเชือดระหว่างเทศกาลกินเนื้อสุนัขในเมืองอวี้หลิน

รายงานข่าวระบุว่า เมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา โรงเชือดสุนัขของชายซึ่งระบุเพียงชื่อสกุลว่า “หวง” ได้ปิดตัวลงอย่างเป็นทางการภายใต้ข้อตกลงร่วมกับกลุ่มพิทักษ์สัตว์ที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย หลังจากที่โรงเชือดแห่งนี้ปลิดชีพสุนัขไปแล้วมากกว่า 15,000 ตัวนับตั้งแต่เปิดทำการ โดยสถานที่แห่งนี้ถือเป็นแหล่งจัดหาเนื้อสุนัขรายใหญ่ให้แก่ร้านอาหารและตลาดในช่วงเทศกาลอวี้หลิน เฉพาะยอดขายในเดือนมิถุนายนเพียงเดือนเดียวคิดเป็นรายได้สูงถึงร้อยละ 70 ของรายได้ทั้งปีของเขา

ในการปิดโรงงานครั้งนี้ มีสุนัข 9 ตัวที่รอดชีวิตและได้รับการช่วยเหลือ โดยในจำนวนนี้มี 3 ตัวที่ยังคงสวมปลอกคออยู่ สมาคมพิทักษ์สัตว์ Vshine ของจีน ภายใต้การสนับสนุนจากองค์กรการกุศลระหว่างประเทศ Humane World for Animals เป็นผู้นำในการดำเนินการครั้งนี้ ส่วนสุนัขที่ได้รับการช่วยเหลือทั้งหมดถูกส่งตัวไปยังสถานสงเคราะห์สัตว์ในปักกิ่ง เพื่อรับการฉีดวัคซีน ทำหมัน และหาบ้านใหม่ต่อไป

นายหวงเปิดใจถึงอดีตเกือบสองทศวรรษในวงการค้าเนื้อสุนัขว่า มันเป็น “ธุรกิจที่สกปรก” และในปัจจุบันความต้องการบริโภคที่ลดลงอย่างมากทำให้ธุรกิจนี้ไปต่อได้ยาก การได้ก้าวเดินออกจากวงการนี้เพื่อไปหารายได้ที่มั่นคงกว่าทำให้เขารู้สึกโล่งอก  โดยเวางแผนที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเปิดร้านขายอาหารเช้าจำพวก โจ๊ก ปาท่องโก๋ และหมั่นโถว 

“ผมกำลังเฝ้ารอชีวิตที่สงบสุขครับ” นายหวงกล่าว และระบุเสริมว่าผู้ประกอบการรายอื่นๆ ในเมืองก็อาจจะยอมยุติกิจการเช่นกัน หากได้รับความช่วยเหลือในการเปลี่ยนอาชีพแบบนี้ โดยกรณีของนายหวงถือเป็นกรณีแรกในเมืองอวี้หลินที่มีการปิดโรงเชือดผ่านโครงการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต

จูลี แซนเดอร์ ผู้อำนวยการแคมเปญยุติการบริโภคเนื้อสุนัขและแมวของ Humane World for Animals เปิดเผยว่า ความจริงแล้วชาวเมืองอวี้หลินส่วนใหญ่ไม่ได้นิยมกินหรือค้าขายเนื้อสุนัข โดยชี้ว่า “การช่วยให้ผู้ค้าเปลี่ยนผ่านไปสู่อาชีพที่ปลอดภัย ถูกกฎหมาย และยั่งยืน อาจทำให้เมืองอวี้หลินกลายเป็นโมเดลต้นแบบในการยุติการค้าเนื้อสุนัขและแมว”

องค์กร Humane World for Animals คาดการณ์ว่าในแต่ละปีมีสุนัขราว 10 ล้านตัว และแมว 4 ล้านตัวถูกฆ่าเพื่อเอาเนื้อในประเทศจีน ซึ่งจำนวนมากเป็นสัตว์เลี้ยงที่ถูกขโมยมา สุนัขเฝ้ายาม หรือสุนัขจรจัดตามท้องถนน

ปัจจุบัน การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการค้าเนื้อสุนัขและแมวยังคงเป็นไปได้ยากในประเทศจีน เนื่องจากเครือข่ายตลาดมืดที่ขยายวงกว้างและยังไม่มีการสั่งห้ามอย่างเป็นทางการในระดับประเทศ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2563 รัฐบาลได้คัดชื่อสุนัขและแมวออกจากบัญชีรายชื่อสัตว์เศรษฐกิจ/ปศุสัตว์แห่งชาติ และเมืองใหญ่อย่างเซินเจิ้นและจูไห่ก็ออกกฎหมายสั่งห้ามการบริโภคเนื้อสัตว์เหล่านี้ในระดับท้องถิ่นแล้ว

ที่มา : scmp.com

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES, Humane World for Animals